ผู้หญิงสามารถวิ่งได้อึดกว่าผู้ชายหรือไม่?

ที่มาของภาพ, Zoe Salt
- Author, ซาราห์ ดอว์กินส์
- Role, ผู้สื่อข่าวกีฬาอาวุโสของบีบีซี
- Published
- เวลาอ่าน: 8 นาที
"การแข่งขันนี้ยากเกินไปสำหรับผู้หญิง พวกเธอไม่แกร่งพอที่จะแข่งได้"
นี่คือคำกล่าวของลาซารัส เลค ผู้อำนวยการการแข่งขันเบิร์คลีย์มาราธอน (Barkley Marathons) หนึ่งในการแข่งขันอัลตร้ามาราธอนที่โหดที่สุดในโลกซึ่งจนถึงปัจจุบัน มีเพียง 20 คนเท่านั้นที่เคยวิ่งจบ จากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดราว 1,000 คน
จากคำกล่าวนั้นในปี 2015 ต้องใช้เวลาอีกเก้าปีกว่าที่จะมีนักวิ่งอัลตร้ามาราธอนชาวสหราชอาณาจักรพิสูจน์ได้ว่าเขาคิดผิด
จัสมิน ปารีส จากสกอตแลนด์ ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการวิ่งจบเส้นทางสุดโหดระยะ 100 ไมล์ (160 กม.) นี้ โดยที่เหลือเวลาเพียง 1 นาที 39 วินาทีก่อนถึงกำหนดเวลาคัทออฟ 60 ชั่วโมง
และปัจจุบันเธอไม่ใช่สตรีเพียงคนเดียวที่ทำเช่นนั้นได้
ในช่วงหน้าร้อนปีที่แล้ว มีนักวิ่งหญิงได้อันดับหนึ่งและสองเป็นครั้งแรกในการแข่งขัน 'มอนเทน ซัมเมอร์ สไปน์ เรซ' (Montane Summer Spine Race) อันทรหดที่มีเส้นทางวิ่งจากมณฑลดาร์บีเชอร์ของอังกฤษไปยังสกอตแลนด์
ราเชล เอ็นเทรคิน ได้สร้างสถิติใหม่และกลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่ชนะการแข่งวิ่ง 'โคโคโดนา 250' (Cocodona 250) ในรัฐแอริโซนาเมื่อเดือน พ.ค.
และเมื่อเดือนที่แล้ว โซฟี วูดส์ ทำลายสถิติรวมเดิมลงถึงหกวันในการพิชิตเส้นทางเดินเทรล 'เวีย อัลพินา' (Via Alpina)
ดูเหมือนว่านักวิ่งหญิงไม่ได้เพียงแค่เข้าร่วมกิจกรรมระยะไกลที่ต้องใช้ความอึดเท่านั้น แต่พวกเธอยังแข่งขันกับนักวิ่งชาย ทำลายสถิติ และในบางครั้งก็สามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขันไปได้
นี่ทำให้เกิดความคิดที่ว่า บางทีพวกเธออาจเหมาะกับความท้าทายลักษณะนี้มากกว่าหรือไม่
แต่จะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดมารองรับ และผู้หญิงมีข้อได้เปรียบทางสรีรวิทยาหรือจิตวิทยา ในฝึกการออกกำลังกายที่ต้องใช้ความอึด (หมายถึงทุกกิจกรรมที่กินเวลามากกว่าหกชั่วโมง) จริงหรือไม่ และหากเป็นเช่นนั้น เราจะได้เห็นพวกเธอทำลายสถิติมากขึ้นในอนาคตหรือไม่?
เหตุใดระยะห่างของความเร็วระหว่างเพศจึงลดน้อยลงได้
ในการวิ่งระยะต่าง ๆ ไปจนถึงมาราธอน โดยเฉลี่ยแล้วผลงานระหว่างผู้หญิงและผู้ชายจะมีความแตกต่างอยู่ประมาณ 10-12%
โดยทั่วไปแล้ว ผู้ชายมีความแข็งแรงมากกว่าและมีขีดความสามารถด้านแอโรบิกที่มากกว่า
แต่เมื่อระยะทางเพิ่มขึ้น ข้อได้เปรียบทางกายภาพเหล่านั้นดูเหมือนจะมีความสำคัญน้อยลง และระยะห่างนั้นก็เริ่มแคบลง
"ระยะห่างของความเร็วระหว่างเพศ" ลดลงเหลือเพียง 0.25% ในการแข่งขันระยะ 100 ไมล์ (160 กม.) จากการติดตามข้อมูลการแข่งขันอัลตร้ามาราธอนของนักวิ่งสมัครเล่นกว่า 20 ปี โดยรัน รีพีท (RunRepeat) ร่วมกับสมาคมนักวิ่งอัลตร้ามาราธอนสากล (International Association of Ultrarunners)
การศึกษายังพบด้วยว่า ในระยะทางที่มากกว่า 195 ไมล์ (313 กม.) ผู้หญิงมีศักยภาพที่จะวิ่งได้เร็วกว่า
เหตุใดจึงอาจเป็นเช่นนั้น
ศาสตราจารย์แอนดี โจนส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสมรรถนะความอึดจากมหาวิทยาลัยเอ็กเซเตอร์ มีคำอธิบายทางสรีรวิทยาที่เป็นไปได้สามประการที่อาจทำให้ผู้หญิงทำผลงานได้ดีกว่า เมื่อการแข่งขันนั้นมีระยะทางหรือช่วงเวลาที่ยาวนานกว่า ได้แก่
- การเผาผลาญไขมัน - ผู้หญิงมีไขมันสะสมมากกว่าและใช้ไขมันเป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า ทำให้มีแหล่งพลังงานที่สม่ำเสมอยาวนานกว่า
- กล้ามเนื้อ - ผู้หญิงมีเส้นใยกล้ามเนื้อที่ใช้ออกซิเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ซึ่งเรียกว่า "เส้นใยกล้ามเนื้อกระตุกช้า" (slow twitch) ซึ่งเหมาะกับกิจกรรมที่ต้องใช้ความอึด
- ความต้านทานต่อความเหนื่อยล้า - ผู้หญิงสามารถรักษาความแข็งแรงไว้ได้มากกว่า เมื่อต้องออกกำลังกายที่ใช้อึดต่อเนื่องหลายชั่วโมง
อย่างไรดี โจนส์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในแผนวิ่งมาราธอนให้จบภายในระยะเวลาต่ำกว่าสองชั่วโมงของอีลิอุด คิปโชเก้ในปี 2019 บอกว่าการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ในประเด็นนี้ยัง "ล้าหลัง"
"ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์มากเท่ากับการศึกษาในระยะทางสั้นกว่า ซึ่งมีการศึกษามาเป็นเวลานานและค่อนข้างละเอียด" เขากล่าวเสริม
ดร.ริชาร์ด เบอร์เดน ผู้ร่วมรับผิดชอบดูแลสุขภาพและสมรรถนะของนักกีฬาหญิงที่สถาบันกีฬาแห่งสหราชอาณาจักร (UK Sports Institute) ก็เห็นพ้อง โดยเขารู้สึกว่ายังจำเป็นต้องรวบรวมข้อมูลอีกมากกว่าที่จะสรุปผลได้
"ตอนนี้คือเรากำลังคาดเดากันอยู่... แน่ล่ะว่ามีการปรับตัวทางสรีรวิทยาบางอย่างที่พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายซึ่งเอื้อต่อการแข่งขันประเภทอัลตร้า แต่เรื่องเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการยืนยันให้ชัดเจนกว่านี้ และยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมอีก"
"มันคือเรื่องของความแข็งแกร่งทางจิตใจ"

ที่มาของภาพ, Zoe Salt
กระนั้น สรีรวิทยาก็พาคุณไปได้ไกลเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว กิจกรรมระยะไกลที่ต้องใช้ความอึดเป็นพิเศษมีองค์ประกอบทั้งการแข่งขันเป็นเวลาหลายวัน การอดนอน สภาพภูมิประเทศและสภาพอากาศสุดขั้ว รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย นั่นหมายความว่าเส้นทางไปสู่เส้นชัยนับเป็นเรื่องของจิตใจมากพอ ๆ กับร่างกาย
และสำหรับโซฟี วูดส์ นี่คือข้อได้เปรียบของผู้หญิง
"มันไม่ใช่เรื่องของคนที่ออกตัวเร็วที่สุดในตอนเริ่มต้นเสมอไป" เธอกล่าว "มันคือเรื่องของการเตรียมตัว เรื่องของความแข็งแกร่งทางจิตใจ และความสามารถในการเดินหน้าต่อไปได้เมื่อเจอสิ่งผิดพลาด"
ระหว่างการพยายามทำลายสถิติบนเส้นทาง 'เวีย อัลพินา' (Via Alpina) นักวิ่งชาวนิวซีแลนด์คนนี้ต้องพร้อมรับมือกับสิ่งที่ไม่คาดคิด ตั้งแต่ผลกระทบของไฟป่าที่ทำให้เส้นทางยาวขึ้นและอันตรายมากขึ้น ไปจนถึงฝูงเหลือบม้า
"ฉันเหนื่อยมาก ๆ ในตอนนั้น และมีพวกมันอยู่เยอะมาก ๆ จนฉันอยากจะยอมแพ้และร้องไห้ออกมา แต่ฉันทำไม่ได้ เพราะถ้าฉันหยุดเคลื่อนไหวเมื่อไหร่ พวกมันก็จะเริ่มกัดฉัน" เธอกล่าว
"ฉันคิดว่าผู้หญิงเก่งจริง ๆ ในการปรับตัวและเดินหน้าต่อ และแค่รู้ว่าเมื่อเราเริ่มอะไรสักอย่างแล้ว ก็ต้องก้าวต่อไปจนกว่าจะถึงเส้นชัย"
มุมมองนี้สอดคล้องกับอิงวิลด์ คาสเปอร์เซน ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้วเพิ่งเป็นผู้หญิงคนแรกที่ชนะการแข่งขัน 'อัลตร้า-เทรล มองบลังค์ ซีซีซี' (Ultra-Trail Mont Blanc CCC) ซึ่งเป็นการแข่งขันรายการดังที่เทือกเขาแอลป์ ได้เป็นครั้งที่สอง โดยเธอยกความดีความชอบของชัยชนะดังกล่าวให้กับ "การต่อสู้กับจิตใจตัวเอง" (mental game) ที่เธอฝึกฝนในระหว่างการฝึกซ้อม
นักวิ่งชาวนอร์เวย์รายนี้ซึ่งต้องบริหารเวลาระหว่างการเป็นนักวิ่งอาชีพและแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป ยังเชื่อว่านักวิ่งอัลตร้าหญิงมีความแข็งแกร่งมาก เพราะมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในชุมชนนักวิ่งที่ไม่อาจหาสิ่งใดมาเทียบเคียงได้
"เราเป็นคู่แข่งกัน แต่เราก็ให้กำลังใจ สร้างแรงบันดาลใจ และผลักดันกันและกันให้ทำได้ดียิ่งกว่าเดิมในการแข่งขันครั้งต่าง ๆ" เธอกล่าว "ถ้าคุณได้เห็นคนที่ขึ้นโพเดียมฝั่งผู้หญิงในปีนี้ [ที่ UTMB] จะเห็นว่าเราสนิทกันขนาดไหน พวกเราร่วมวิ่งด้วยกันมายังไง นั่นคือสิ่งที่พิเศษมาก และฉันภูมิใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและกลุ่มผู้หญิงกลุ่มนี้"

ที่มาของภาพ, Getty Images
แล้วเราจะอธิบายได้อย่างไรต่อกรณีที่ผู้หญิงอาจมีความสามารถในการฟื้นตัวได้มากกว่า?
เรเน แม็คเกรเกอร์ นักกำหนดอาหารด้านกีฬาซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องโภชนาการนักกีฬาและสุขภาพฮอร์โมน เชื่อว่าคำตอบอยู่ที่ร่างกายของผู้หญิงเอง
"ตั้งแต่วินาทีที่ผู้หญิงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ เราก็ต้องรับมือกับระบบฮอร์โมนที่ผันผวน" เธอกล่าว "เราไม่เคยให้เครดิตตัวเองกับเรื่องนั้นเลย มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเป็นผู้หญิงที่ถูกยอมรับโดยปริยาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันก็เป็นความอึดรูปแบบหนึ่งในตัวเอง และฉันคิดว่านั่นน่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เรามีความสามารถในการฟื้นตัว"
แม็คเกรเกอร์ซึ่งเป็นนักวิ่งอัลตร้าด้วย อ้างถึงงานวิจัยหนึ่งที่บ่งชี้ว่านักวิ่งหญิงมีแนวโน้มใช้กลยุทธ์การรักษาจังหวะการวิ่งที่มีวินัยและสม่ำเสมอกว่าผู้ชายในการแข่งขันระยะไกล โดยใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เธอเรียกว่า "คลังสมอง" ของผู้หญิง
"ฉันไม่คิดว่าผู้หญิงจะลงแข่งโดยไม่มีการไตร่ตรองและวางแผนสำรองอย่างรอบคอบ" แม็คเกรเกอร์กล่าว
"ยกตัวอย่างนะ ถ้าคุณเคยผ่านการตั้งครรภ์และต้องรับมือกับอาการคลื่นไส้ ถ้าคุณมีลูกและเคยนอนไม่พอ หรือหากคุณผ่านการรักษาภาวะมีบุตรยาก คุณต้องผ่านความไม่สบายตัวมามากมายแต่คุณก็รู้ว่าคุณก็ผ่านมันมาได้ และฉันคิดว่านั่นแหละคือที่มาของสำนึกที่ว่า 'ฉันจะผ่านเรื่องนี้ได้ ฉันจะแก้ปัญหาได้'"
"กล้าที่จะลอง"
หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้เรายังไม่อาจยืนยันถึงข้อได้เปรียบทางสรีรวิทยาและจิตวิทยาของผู้หญิงในด้านความอึด คือจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังมีน้อย โดยผู้หญิงที่ร่วมแข่งขันอัลตร้ามาราธอนคิดเป็นเพียงราว 20% ของผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด
งานวิจัยของชีเรเซส (SheRACES) ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ก่อตั้งโดยโซฟี พาวเวอร์ นักวิ่งอัลตร้าชาวอังกฤษเพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางเพศในวงการวิ่ง ระบุว่าสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ตั้งแต่ทัศนคติทางสังคมเกี่ยวกับความสามารถของผู้หญิง ไปจนถึงความกังวลเรื่องเวลาที่ต้องใช้ในการฝึกซ้อม หรือการเข้าถึงการสนับสนุนที่เหมาะสมสำหรับการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งต่าง ๆ กำลังเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า ๆ
ช่วงก่อนหน้าในปีนี้ การแข่งขันวิ่งเทรลในนิวซีแลนด์รายการหนึ่งกลายเป็นรายการแรกของ 'ยูทีเอ็มบี เวิลด์ ซีรีส์' (UTMB World Series) ที่มีสัดส่วนผู้เข้าแข่งขันเป็นหญิงและชาย 50:50 ขณะที่ผู้จัดการแข่งขันรายใหญ่ของสหราชอาณาจักรได้เปิดตัวโครงการใหม่ที่มีเป้าหมายเพื่อความเท่าเทียมทางเพศในรายการแข่งขันของพวกเขา
ดร.เบอร์เดนมองว่า ในตอนนี้สังคมกำลังพูดถึงขีดจำกัดของศักยภาพมนุษย์ในมุมที่แตกต่างออกไปด้วย
"ในอดีต ส่วนใหญ่แล้วขีดจำกัดของมนุษย์จะถูกกำหนดจากตัวอย่างผู้ชายหรือจากกีฬาของผู้ชาย" เขากล่าว "ตอนนี้เราเริ่มแยกมันออกเป็นขีดจำกัดของสมรรถภาพผู้ชายและขีดจำกัดของสมรรถภาพผู้หญิง และนั่นเป็นความแตกต่างที่จำเป็นต้องมีการกำหนดแยกกัน... แต่หากจะทำการเปรียบเทียบให้ได้ดียิ่งขึ้น เราจำเป็นต้องมีผู้หญิงเข้าร่วมแข่งขันอัลตร้ามาราธอนมากขึ้น"
และเมื่อพูดถึงการเข้าร่วมการแข่งขัน กุญแจสำคัญคือการถูกมองเห็น
คาสเปอร์เซนบอกว่า ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของราเชล เอ็นเทรคิน ในการแข่งขันโคโคโดนา 250 ซึ่งเป็นหนึ่งในอัลตร้ามาราธอนที่ท้าทายที่สุดในโลก เป็น "แรงบันดาลใจ" ให้เหล่านักกีฬาระดับแนวหน้า "กล้าที่จะลอง"
และในระดับสมัครเล่น ยังมีคนอย่างเอมิลี แฟร์ นักวิ่งอัลตร้าวัย 22 ปี ที่บันทึกเรื่องราวระหว่างการฝึกซ้อมและการแข่งขันของเธอบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจของเธอที่ต้องการดึงดูดให้ผู้หญิงทุกวัยให้มายืนอยู่บนจุดออกตัวมากขึ้น
"เมื่อพูดถึงการฝึกความอึด มีองค์ประกอบมากมายที่เกี่ยวข้องและหลายอย่างก็เป็นเรื่องที่เรากลัว แต่เมื่อเห็นผู้หญิงอีกคนทำได้ คุณจะคิดว่า 'ถ้าเธอทำได้ ถ้าเธอมีเครื่องมือ มีความรู้ มีความสามารถในการผ่านความท้าทายที่ยากเหลือเชื่อเหล่านั้นมาได้ ฉันก็ทำได้เช่นกัน ฉันไม่ได้แตกต่างจากเธอ เธอก็ไม่ได้แตกต่างจากฉัน'" แฟร์กล่าว
แฟร์เปิดเผยว่า เธอได้รับข้อความนับพันจากผู้หญิงที่บอกว่าเนื้อหาของเธอเป็นแรงกระตุ้นให้พวกเขาออกมาสวมรองเท้าวิ่ง และเธอเชื่อว่าแนวโน้มความสำเร็จของผู้หญิงในวงการวิ่งอัลตร้าที่เกิดขึ้นในช่วงหลังนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
"เมื่อสัดส่วนยังต่ำขนาดนี้ เราไม่รู้เลยว่าผู้หญิงมีศักยภาพได้มากแค่ไหน เรากำลังเริ่มเห็นผู้หญิงจำนวนมากขึ้นที่วิ่งได้เร็วขึ้นกว่าเดิม พวกเธอเข้าสู่วงการนี้มากขึ้น ผลักดันตัวเองมากขึ้นและทำลายสถิติเดิม ดังนั้น ใครจะรู้ว่าอีก 10-15 ปีข้างหน้า เราจะไปได้ไกลแค่ไหน"































