You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
"ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคองโกอยู่ที่ไหน" สหรัฐฯ เนรเทศชาวละตินอเมริกาจากทั่วโลกไปยังประเทศที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อน
- Author, นอร์แบร์โต ปาเรเดส
- Role, บีบีซี นิวส์ มุนโด (ภาษาสเปน)
- เวลาอ่าน: 6 นาที
"เมื่อผมไปที่สำนักงาน ทันทีที่ผมเดินเข้าไป ผมเห็นเจ้าหน้าที่ ICE [สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ - US Immigration and Customs Enforcement] 3 คนซ่อนตัวรอผมอยู่"
"พวกเขาบอกว่าจะควบคุมตัวผม และผมอาจถูกเนรเทศ"
"ตอนที่พวกเขาบอกว่าจะส่งผมไปคองโก ผมบอกพวกเขาว่าผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่านั่นคืออะไร หรืออยู่ที่ไหน"
"ผมบอกไปว่าผมได้รับการอนุมัติให้ลี้ภัยและได้รับการคุ้มครองภายใต้ CAT [อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน - Convention Against Torture] แล้ว"
"พวกเขาบอกว่าจะพาผมไปไม่ว่าด้วยวิธีไหนก็ตาม"
คาร์ลอส โรเดโล อยู่ในสหรัฐฯ มา 3 ปีครึ่งแล้ว เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2025 ผู้พิพากษาในรัฐแมริแลนด์ได้ให้การคุ้มครองแก่เขาภายใต้อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน
เขากล่าวว่า ผู้พิพากษาตัดสินว่าเขาสามารถอยู่ในประเทศได้และจะไม่ถูกเนรเทศ ถึงแม้เขาจะไม่สามารถออกจากดินแดนของสหรัฐฯ ได้ก็ตาม
ข้อตกลงที่เป็นที่ถกเถียง
หลายเดือนต่อมา คาร์ลอสได้รับแจ้งว่าเขาต้องไปที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อเซ็นเอกสารบางอย่าง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาถูกเรียกตัวไป ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สงสัยอะไร แต่เขาใช้เวลา 8 เดือนถัดมาอยู่ภายใต้การควบคุมตัวในรัฐลุยเซียนา
ระหว่างนั้น เขาเล่าว่าได้ยื่นคำร้องขอความคุ้มครองเพิ่มเติม แต่เขาถูกเนรเทศก่อนที่ผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางจะตัดสินคำร้องเหล่านั้น เขารู้จุดหมายปลายทางสุดท้ายเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนเที่ยวบินจะออกเดินทาง และไม่ใช่เขาเพียงคนเดียวที่ประสบชะตากรรมนี้
คาร์ลอสเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้อพยพและผู้ขอลี้ภัย 15 คนจากโคลอมเบีย เปรู และเอกวาดอร์ ที่สหรัฐฯ เนรเทศไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือดีอาร์คองโก
พวกเขาเป็นกลุ่มแรกที่เดินทางมาถึงประเทศในแอฟริกากลางในเดือนนี้ ภายใต้ข้อตกลงที่เป็นข้อถกเถียงกับประเทศที่ 3 ซึ่งลงนามโดยฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ
สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกได้ปกป้องข้อตกลงในการรับผู้อพยพจากประเทศที่ 3 โดยอ้างว่าเป็นพันธสัญญาต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การปกป้องสิทธิของผู้อพยพ และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างประเทศ การพำนักของพวกเขาในดีอาร์คองโกจะเป็นเพียงชั่วคราว โดยสหรัฐฯ เป็นผู้ให้ทุนสนับสนุนการรับ การช่วยเหลือ และการดูแลผู้อพยพ
ทว่าผู้อพยพและผู้ขอลี้ภัยบอกกับบีบีซีแผนกภาษาสเปนว่า พวกเขากำลังติดอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าจะหลุดพ้นได้อย่างไร และสุขภาพกำลังทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว พวกเขาถูกกักตัวไว้ในโรงแรมแห่งหนึ่งในกินซาชา เมืองหลวงของประเทศ และรายงานว่าไฟฟ้าดับและขาดแคลนน้ำดื่ม
"เราเป็นไข้ อาเจียน และท้องเสีย พวกเขาบอกว่ามันเป็นเรื่องปกติ และร่างกายของเรากำลังปรับตัวให้เข้ากับแอฟริกา" ฮอร์เก กูบิยอส กล่าว
เป็นเวลา 8 ปีที่ฮอร์เกทำงานเพื่อสร้างชีวิตใหม่ในสหรัฐฯ หลังหนีจากภัยคุกคามในโคลอมเบีย
เขามีใบอนุญาตทำงาน คำขอลี้ภัยของเขาอยู่ระหว่างดำเนินการ และเขาคาดหวังว่าจะได้อยู่ในสหรัฐฯ
แต่แล้วจู่ ๆ ฮอร์เกก็ถูกเนรเทศให้อยู่ห่างไกลจากภรรยาและลูก ๆ ทั้ง 4 คน ไปยังรัฐฟลอริดา
เขาบอกกับบีบีซีแผนกภาษาสเปนจากห้องพักเล็ก ๆ ในโรงแรมว่า "ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะได้มาอยู่ที่แอฟริกา ผมคิดว่าพวกเขาแค่ข่มขู่เฉย ๆ"
กลุ่มคนเหล่านี้กล่าวว่าแม้แต่การเดินทางไปกินซาชาก็ "โหดร้าย"
"มันน่าสะพรึงกลัวมาก ๆ เพราะเราถูกมัดเอว มือ และเท้าไว้มากกว่า 25 ชั่วโมง โดยมีถุงกระดาษใบหนึ่งใส่แอปเปิล มันฝรั่งทอด และน้ำขวดหนึ่งไว้ข้างใน" ฮอร์เกกล่าวและย้ำว่า "มันเลวร้ายมาก"
หลังต่อสู้ทางกฎหมายมาอย่างยาวนาน มาร์ตา (ขอใช้นามสมมติเพราะกลัวถูกตอบโต้โดยใช้กำลัง) ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในสหรัฐฯ เป็นเวลา 14 เดือน กล่าวว่า เธอได้รับการปล่อยตัวภายใต้คำสั่งควบคุมดูแลเมื่อวันที่ 13 ก.พ. เธอมีใบอนุญาตทำงานและกำลังดำเนินการตามขั้นตอนการเข้าเมือง "อย่างถูกต้อง"
ผ่านไปไม่ถึง 2 เดือน เจ้าหน้าที่ ICE มาเคาะประตูบ้านของเธอในรัฐเท็กซัส แสดงสำเนาคำสั่งศาลให้เธอดูผ่านกระจก และบอกว่าพวกเขามาเพื่อตรวจสอบที่อยู่ของเธอเท่านั้น
"ฉันไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอะไร ฉันก็เลยเปิดประตู" มาร์ตาเล่า
ไม่กี่นาทีต่อมา เจ้าหน้าที่ขอให้เธอไปกับพวกเขาที่สำนักงาน เพื่อติดอุปกรณ์ติดตาม GPS ให้เธอ โดยที่เธอก็ไม่ได้เอะใจอะไรเลย จนกระทั่งพวกเขาใส่กุญแจมือเธอ
มาร์ตาถูกนำตัวไปที่ศูนย์กักกันบลูบอนเน็ต ในเมืองแอนสัน รัฐเท็กซัส และหลังจากนั้น 3 วันเธอก็ถูกย้ายตัวไปยังศูนย์กักกันแพรรีแลนด์ ในเมืองอัลวาราโด และถูกนำตัวไปแยกขังเดี่ยวเกือบ 2 วัน
"พวกเขาขังฉันไว้ในห้อง ไม่ได้ให้ข้าวให้น้ำฉันเลย มันหนาวมาก" เธอเล่า
ครอบครัวตามหาตัวเธอไม่พบ "ไม่ปรากฏข้อมูลของฉันในระบบ เพราะฉันไม่เคยถูกดำเนินการใด ๆ" เธอเล่า และหลังจากได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้เหลืองและถูกส่งตัวไปยังรัฐลุยเซียนา เธอก็ได้รับแจ้งว่าต้องบินไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกในวันรุ่งขึ้น
"ไร้จุดหมายโดยสิ้นเชิง"
"ฉันอยู่ที่นี่ ในคองโก" มาร์ตากล่าว
"ตอนนี้ฉันรู้สึกอย่างไรน่ะหรือ? ฉันรู้สึกว่าถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง มันมีข้อมูลผิด ๆ มากมายในโซเชียลมีเดีย พวกเขาบอกว่าเราเป็นอาชญากรและสมควรได้รับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา นั่นไม่ถูกต้อง"
"เรารู้สึกเหมือนไร้จุดหมายโดยสิ้นเชิง เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา"
"การขาดข้อมูลและการไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา ส่งผลกระทบต่อเราทั้งทางอารมณ์และจิตใจ"
บีบีซีแผนกภาษาสเปนได้ติดต่อ ICE เพื่อขอความคิดเห็นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
ฮิวเบิร์ต ทชิสวาคา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสิทธิมนุษยชน (Human Rights Research Institute - IRDH) และทนายความด้านสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ข้อตกลงระหว่างดีอาร์คองโกและสหรัฐฯ ละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้ลี้ภัย
"ไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายที่จะนำผู้คนจากประเทศอื่นเข้ามาในคองโก โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ" เขากล่าวกับบีบีซีแผนกภาษาสเปน "ยิ่งไปกว่านั้น คนเหล่านี้ไม่ได้ทำอะไรผิดที่นี่ ดังนั้นจึงไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายให้กักขังพวกเขา"
"แค่หุ่นเชิด"
หญิงชาวโคลอมเบียอีกที่ขอสงวนชื่อกล่าวว่า เธอถูกเนรเทศหลังจากใช้เวลาหลายสัปดาห์ที่ศูนย์กักกันเอลอย ในรัฐแอริโซนา
"พวกเขาเรียกฉันไปที่สำนักงาน โดยอ้างว่าเพื่อถอด GPS ของฉัน เมื่อไปถึง พวกเขาบอกว่าฉันจะถูกกักตัว เพราะเขาหาประเทศที่สามให้ฉันได้แล้ว" เธอกล่าว
ตอนนี้เธอไม่แน่ใจว่าเธอต้องการกลับไปสหรัฐฯ หรือไม่ เพราะชีวิตที่นั่น "น่ากลัว" และรัฐบาลกระทำการอย่างไร้มนุษยธรรม
"ฉันไม่รู้ เพราะหลังจากทุกอย่างเกิดขึ้นและทุกสิ่งที่ฉันต้องทนทุกข์ทรมาน ใครจะรับประกันได้ว่าฉันจะไม่ต้องเจอแบบนี้อีก และในอนาคตพวกเขาจะไม่ส่งฉันไปประเทศอื่นอีก" เธอกล่าว
"สิ่งที่ประธานาธิบดีทำนั้นไร้มนุษยธรรม ไม่ใช่แค่ตัวเขาเอง แต่รวมถึงคนที่ยอมให้เขาบงการด้วย"
"ฉันรู้สึกว่าในรัฐบาลนั้น พวกเขาเป็นเพียงหุ่นเชิดที่ถูกคน ๆ นี้บงการ จับกุมคนโดยไม่มีเหตุผล ไม่มีแรงจูงใจ เพียงเพราะพวกเขาอยากจะทำ"
"การถูกคุมขังเป็นเวลานานโดยไม่ได้กระทำความผิดใด ๆ นั้นยากลำบากมาก และสภาพภายในสถานกักตัวก็ไม่ได้ดีนัก"
"ตกอยู่ในความเสี่ยง"
อยู่ห่างไกลจากประเทศบ้านเกิด เส้นทางข้างหน้าไม่ชัดเจน และมีข้อมูลเกี่ยวกับอนาคตน้อยมาก คนกลุ่มนี้บรรยายถึงความรู้สึกถูกทอดทิ้งที่ก่อตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ
ฮอร์เกเองก็รู้สึกถึงความไม่แน่นอน และความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของกลุ่มพวกเขา
"ถ้าผมต้องเลือกระหว่างคองโกกับบาร์รังกียา โคลอมเบีย – ที่ที่ผมมาจาก - ผมจะเลือกบาร์รังกียา เพราะที่นี่ผมไม่ได้ทำอะไรเลย" เขากล่าว
"แต่การกลับไปบาร์รังกียาจะทำให้ชีวิตผมตกอยู่ในความเสี่ยง
"ผู้ลี้ภัยตกอยู่ในความเสี่ยงในประเทศของเรา"