จริงหรือไม่ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงกำลังทำให้มนุษย์ไม่สูงขึ้น ?

    • Author, เฟอร์นันโด ดูอาร์เต
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
  • เวลาอ่าน: 7 นาที

กว่า 150 ปีที่ผ่านมา หรือในช่วงเวลาราว ๆ นี้ มนุษย์ในฐานะสปีชีส์เติบโตขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ทว่าเริ่มมีสัญญาณว่าการเติบโตเช่นนี้อาจมาถึงจุดจบแล้ว และหนึ่งในเหตุที่เป็นไปได้ก็คือสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

มีการบันทึกอย่างชัดเจนว่าภาวะโลกร้อนนำไปสู่สภาพอากาศสุดขั้ว ซึ่งรวมไปถึงคลื่นความร้อนและความชื้นที่เพิ่มขึ้น

ปัจจุบัน ทีมของนักวิจัยทีมหนึ่งจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในสหรัฐอเมริกา พบว่า สภาวะเช่นนั้นอาจส่งผลให้การเติบโตของเด็กหยุดชะงักลง ก่อนที่พวกเขาจะเกิดมาด้วยซ้ำ

ทีมวิจัยนี้วิเคราะห์ข้อมูลของเด็กถึง 200,000 คน ที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี และมาจากเอเชียใต้ ภูมิภาคที่มีความเปราะบางอย่างมากต่อผลกระทบของสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

นักวิจัยประเมินว่าเด็กอาจเกิดมาเตี้ยกว่าส่วนสูงที่ควรจะเป็นราว 13% หากตอนที่พวกเขาอยู่ในครรภ์มารดา แต่ต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่พุ่งสูงเกิน 35 องศาเซลเซียส ร่วมกับความชื้นสูงในทุกไตรมาสของการตั้งครรภ์

การเจริญเติบโตด้านความสูงในช่วงแรกเกิดจนถึงอายุ 5 ปี ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของสุขภาพและพัฒนาการโดยรวมของเด็ก

แม้ว่าโดยมากแล้วพันธุกรรมและปัจจัยอื่น ๆ อาทิ โภชนาการและสุขภาพ จะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะสูงได้มากแค่ไหน แต่ "งานศึกษาชี้ว่าการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิและความชื้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจส่งผลให้ความสูงเฉลี่ยของเด็กอายุไม่เกิน 5 ปี ในเอเชียใต้ลดลง" เคที แม็กมาฮอน ผู้เขียนหลักของการศึกษากล่าว

แม็กมาฮอน ชี้ว่า "ภาพรวมในระดับโลกยังคงไม่แน่นอน แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับมาตรการลดผลกระทบและการปรับตัว ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า"

เธอยังเสริมว่า "เราสามารถคาดได้อย่างสมเหตุสมผลว่า เราอาจเห็นผลลัพธ์ลักษณะเดียวกันในประเทศรายได้ต่ำและปานกลางอื่น ๆ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เผชิญอุณหภูมิและความชื้นสูงอยู่แล้ว"

ตามการจัดกลุ่มของธนาคารโลก มีประมาณ 120 ประเทศที่อยู่ในกลุ่มรายได้ต่ำและปานกลาง

ปรากฏการณ์ 'บีบอัด-ขยายตัว' ของความสูงมนุษย์

นักวิทยาศาสตร์พบว่ามนุษย์เคยมีช่วงเวลาที่ความสูงเปลี่ยนแปลงอย่างมากตลอดประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เช่น การเปลี่ยนผ่านจากสังคมนักล่าสัตว์-เก็บของป่า (hunter-gathering) ไปสู่สังคมเกษตรกรรมเมื่อราว 10,000 ปีก่อน ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลเชิงลบต่อความสูงเฉลี่ยของมนุษย์ในระยะแรก

ในช่วงต่อมาที่ใกล้ปัจจุบันมากขึ้น ในปี 2004 ศาสตราจารย์ริชาร์ด สเต็คเคิล อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตตในสหรัฐฯ ได้ตีพิมพ์งานวิจัยชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง โดยเขาได้รวบรวมข้อมูลความสูงจากโครงกระดูกนับพันที่ขุดพบจากแหล่งฝังศพในยุโรปเหนือ ซึ่งมีอายุตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 ถึงศตวรรษที่ 19 และพบว่า ความสูงเฉลี่ยของมนุษย์มีการขึ้นลงตลอดช่วงเวลาดังกล่าว โดยลดต่ำสุดในช่วงศตวรรษที่ 17

ในยุคนั้นทวีปยุโรปต้องฝ่าพันความท้าทายหลายประการ อาทิ การเติบโตของเมืองต่าง ๆ ซึ่งเพิ่มโอกาสในการกระจายตัวของโรคติดต่อ การผลิตด้านเกษตรกรรมที่เปลี่ยนไป หรือแม้กระทั่งยุคน้ำแข็งน้อย (Little Ice Age) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อากาศเย็นลงอย่างผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 14-19

"ผู้ชายจากทางเหนือของยุโรปสูญเสียส่วนสูงไปราว 2.5 นิ้ว (6.4 ซม.) เมื่อเข้าสู่ช่วงปี 1700 นี่เป็นการสูญเสียที่ไม่ได้รับการชดเชยกลับมาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ต้องรอจนถึงช่วยครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20" ศ.สเต็คเคิล ระบุในงานวิจัย

ดร.อันเดรีย โรดริเกซ มาร์ติเนซ นักวิจัยด้านสุขภาพประชากรจากอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นผู้เขียนงานวิจัยหลายชิ้นเกี่ยวกับแนวโน้มความสูงของมนุษย์ แสดงความกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจสร้างแรงกดดันในลักษณะเดียวกันต่อประชากรในยุคปัจจุบัน

"สหประชาชาติประเมินว่า เด็กทั่วโลกประมาณหนึ่งพันล้านคนอยู่ในกลุ่ม 'มีความเสี่ยงสูงอย่างยิ่ง' ต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นั่นหมายความว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพของเด็กในหลากหลายมิติ" เธอกล่าว

ยักษ์ใหญ่ชาวดัตช์กำลังเตี้ยลง

หากเรามองดูภาพรวมตลอดทั้งศตวรรษที่ 20 จะพบว่า สภาพความเป็นอยู่มีบทบาทต่อความสูงของมนุษย์อย่างชัดเจน

ในปี 2017 เครือข่ายนักวิทยาศาสตร์ด้านสุขภาพทั่วโลกสำหรับโรคไม่ติดต่อ (Non-Communicable Diseases Risk Factor Collaboration) หรือ NCD-RisC ได้เผยแพร่การวิเคราะห์ข้อมูลชีวภาพ (biometric data) ของทั้งผู้ชายและผู้หญิงใน 200 ประเทศ ที่เกิดระหว่างปี 1896 ถึง 1996 และพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าว ความสูงเฉลี่ยของผู้ชายทั่วโลก เพิ่มจาก 162 ซม. เป็น 171 ซม. ขณะที่ผู้หญิง เพิ่มจาก 151 ซม. เป็น 159 ซม.

อย่างไรก็ตาม บางประเทศมีการเพิ่มขึ้นของความสูงมากกว่าประเทศอื่นอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ผู้ชายชาวอิหร่านสูงขึ้นถึง 16.5 ซม. และผู้หญิงชาวเกาหลีใต้สูงขึ้น 20.2 ซม.

ในทางกลับกัน ประเทศที่ความสูงเพิ่มขึ้นน้อยที่สุด ได้แก่ ผู้หญิงในมาดากัสการ์ที่สูงขึ้นเพียง 1.5 ซม. ตลอดทั้งศตวรรษ และผู้ชายในปากีสถานที่เพิ่มขึ้นเพียง 1.27 ซม.

แล้วอะไรคือสาเหตุของความเหลื่อมล้ำนี้

"ความแตกต่างของความสูงนั้นส่วนใหญ่เกิดจากพันธุกรรม แต่ก็ยังเชื่อมโยงกับปัจจัยด้านโภชนาการ สิ่งแวดล้อม และสภาพเศรษฐกิจสังคมร่วมกัน" ดร.มาร์ติเนซ อธิบาย

ปัจจัยเหล่านี้รวมถึง การเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ น้ำสะอาด ตลอดจนความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ช่วยเพิ่มความสามารถของมนุษย์ในการต่อสู้กับโรคต่าง ๆ

ยังมีข้อมูลที่บ่งชี้ว่าการเพิ่มขึ้นของความสูงเฉลี่ยของมนุษย์ อาจเริ่มเข้าสู่ภาวะทรงตัวแล้ว อย่างน้อยก็ในบางประเทศที่มีประชากรสูงที่สุดในโลก

ประชากรที่มีความสูงเฉลี่ยมากที่สุดในโลกคือชาวดัตช์ ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนามาตรฐานความเป็นอยู่ในระยะยาว การเข้าถึงอาหารคุณภาพสูง และความก้าวหน้าทางการแพทย์

"กรณีของพวกเขาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความเชื่อมโยงระหว่างสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิตกับประชากรที่มีสุขภาพดีและมีความสูงมากขึ้น" คริสตินา ทอมป์สัน ศาสตราจารย์ด้านสุขภาพและสังคมจากมหาวิทยาลัยวาเกนนิงเงน (Wageningen University) ในเนเธอร์แลนด์ กล่าว

แต่ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของเนเธอร์แลนด์ระบุว่า ความสูงเฉลี่ยของชาวดัตช์กลับลดลง โดยผู้ชายที่เกิดในปี 1980 มีความสูงเฉลี่ยเมื่ออายุ 19 ปีอยู่ที่ 183.9 ซม. แต่ลดลงเหลือ 182.9 ซม. สำหรับผู้ชายที่เกิดในปี 2001 ขณะที่ผู้หญิงดัตช์ ความสูงเฉลี่ยลดลงจาก 170.7 ซม. เหลือ 169.3 ซม.

หนึ่งในเหตุผลที่สำนักงานสถิติฯ ระบุ คือ "การอพยพของประชากรกลุ่มใหม่ที่มีความสูงเฉลี่ยต่ำกว่า รวมถึงลูกหลานที่เกิดในประเทศ" อย่างไรก็ตาม ยังพบด้วยว่า ความสูงที่ลดลงนี้เกิดขึ้นแม้แต่ในกลุ่มเด็กที่พ่อแม่เป็นชาวดัตช์โดยกำเนิด

"ยังไม่ชัดเจนว่าอะไรเป็นสาเหตุของการลดลงนี้" ศ.ทอมป์สันกล่าว

"คุณภาพของอาหารลดลงหรือไม่ หรือภาวะโรคอ้วนในวัยเด็กกำลังขัดขวางการเจริญเติบโต"

เตี้ยเพราะความเหลื่อมล้ำ

คงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอะไรที่ประเทศพัฒนาแล้วจะขึ้นไปรั้งอันดับตั้น ๆ ในการจัดอันดับเรื่องส่วนสูงระดับโลก

ทว่าการจัดอันดับเหล่านี้ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 สหรัฐฯ รั้งอันดับประเทศที่ประชากรสูงที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ของโลก ตามข้อมูลจาก NCD ทว่าในปัจจุบัน ชาวอเมริกันไม่ติด 20 อันดับแรกด้วยซ้ำ

ที่จริงไม่ใช่ความพวกเขาตัวเตี้ยลง คุณต้องไม่ลืมว่า ชายอเมริกันที่เกิดเมื่อปี 1996 สูงกว่าบรรพบุรุษของพวกเขาเมื่อ 100 ปีก่อนมากกว่า 6 ซม. เพียงแต่พื้นที่อื่น ๆ ในโลกนี้มีการเพิ่มขึ้นของส่วนสูงในอัตราที่เร็วกว่า

จอห์น คอมลอส นักเศรษฐศาสตร์ชาวสหรัฐฯ และผู้บุกเบิกด้านประวัติศาสตร์เชิงมานุษยวิทยา (anthropometric history) ซึ่งเป็นการศึกษามิติทางร่างกายของมนุษย์ในช่วงเวลาหลายศตวรรษ ชี้ว่าสาเหตุหนึ่งมาจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมภายในประเทศหนึ่ง ๆ ที่เพิ่มขึ้นตามกาลเวลา โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา

"สหรัฐฯ ตามหลังประเทศต่าง ๆ ที่ใช้แนวทางรัฐสวัสดิการ ที่แม้แต่คนรายได้น้อยก็ยังสามารถพาลูกไปพบแพทย์ได้" เขาอธิบาย

ศ.คอมลอส ยังกล่าวโทษว่าปัญหาอีกอย่างของสหรัฐฯ คืออัตราของผู้ที่มีภาวะอ้วนที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่เด็กและวัยรุ่น

แม้ว่าข้อมูลจากภาครัฐจะชี้ว่านิสัยการทานอาหารของชาวอเมริกันพัฒนาขึ้นในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา แต่มันก็ยังชี้ว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งประชากรอเมริกันที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี ยังคงรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพอยู่

"สิ่งที่อดีตแสดงให้เราเห็นคือถ้าคุณต้องการให้ประชาชนมีส่วนสูงเพิ่มขึ้นหรือโตต่อไปได้ คุณต้องให้พวกเขาทานอาหารที่เหมาะสมกับการเติบโตก่อน" ศ.คอมลอส ชี้

เรื่องเล่าของสองเกาหลี-สองเยอรมนี

อีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนว่า สภาพการใช้ชีวิตมีผลต่อการเจริญเติบโตอย่างไร มาจากกรณีของชาวเกาหลี ซึ่งถูกแบ่งออกเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้จากสงครามในช่วงทศวรรษ 1950

งานวิจัยในปี 2011 โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยซองกยุนกวานในกรุงโซล พบว่า ผู้ที่เกิดในเกาหลีเหนือมีความสูงโดยเฉลี่ยต่ำกว่าผู้ที่อยู่ในเกาหลีใต้ซึ่งมีความมั่งคั่งมากกว่า ถึงประมาณ 8 ซม.

ความแตกต่างในลักษณะเดียวกันนี้ แต่ไม่ได้รุนแรงเท่า ถูกพบกับผู้ที่เกิดในเยอรมนีในช่วง 41 ปีที่ประเทศถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง (ระหว่างปี 1949–1990) โดยชาวเยอรมันตะวันตกมีความสูงเฉลี่ยมากกว่าชาวเยอรมันตะวันออกราว 1 ซม.

สรุปแล้วมนุษย์เรากำลังหยุดเติบโตเหรอ ?

มีหลักฐานชี้ว่า การเติบโต (ด้านความสูงของมนุษย์) อาจถึงจุดสูงสุดหรือเริ่มอิ่มตัวแล้วในบางประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่แนวโน้มนี้อาจถูกชดเชยได้จากประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังไล่ตามมา

อย่างไรก็ดี แม้สภาพเศรษฐกิจและสังคมในบางส่วนของโลกที่ยังล้าหลังอาจยังพัฒนาได้ต่อไป แต่ก็มีความกังวลเพิ่มขึ้นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์นั้นอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเหล่านั้น

"ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิและความชื้นสูงที่สุด และเพิ่มขึ้นเร็วที่สุด มักเผชิญอุปสรรคในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด" เคที แม็กมาฮอน กล่าว

เธอเสริมว่า "สำหรับผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น ภาคเกษตรกรรม และแทบไม่มีหรือเข้าไม่ถึงเครื่องปรับอากาศเลย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มจะยิ่งขยายผลกระทบเชิงลบที่เราได้พบให้รุนแรงขึ้น"