เบนจามิน เนทันยาฮู: "มิสเตอร์ความมั่นคง" ของอิสราเอลจะคว้าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่เจ็ดได้หรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, BBC/Getty Images
- Author, ราฟฟี เบิร์ก
- Role, บรรณาธิการดิจิทัลประจำตะวันออกกลาง
- Author, ลูซี วิลเลียมสัน
- Role, ผู้สื่อข่าวประจำตะวันออกกลาง
- Published
- เวลาอ่าน: 11 นาที
เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของอิสราเอล หวังที่จะรักษาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 7 เอาไว้ให้ได้ เมื่ออิสราเอลจัดการเลือกตั้งรัฐสภาในวันที่ 27 ต.ค. นี้
เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่เนทันยาฮู ในวัย 77 ปี วางตัวเป็น "ผู้พิทักษ์ความมั่นคง" ของอิสราเอล
แต่การที่เขาพยายามลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัยนั้นเกิดขึ้นหลังจากสิ่งที่ชาวอิสราเอลหลายคนมองว่าเป็นความล้มเหลวทางด้านความมั่นคงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ นั่นคือการโจมตีที่นำโดยกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2023
นับตั้งแต่นั้นมา เขาได้มุ่งเน้นไปที่การทำสงครามกับกลุ่มฮามาส รวมถึงพันธมิตรอย่างฮิซบอลเลาะห์และอิหร่าน ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับการพิจารณาคดีอาญาในข้อหาทุจริต ซึ่งเขาปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านั้น
โพลสำรวจความคิดเห็นชี้ให้เห็นว่าการแข่งขันระหว่างกลุ่มฝ่ายขวาของเนทันยาฮูและกลุ่มพรรคฝ่ายค้านที่ร่วมมือกันเพื่อโค่นล้มเขานั้นสูสีกันมาก กลุ่มเหล่านี้มีคนอย่าง นาฟตาลี เบนเน็ตต์ อดีตนายกรัฐมนตรี และ กาดี ไอเซนคอต อดีตผู้นำกองทัพอิสราเอล
มีการคาดการณ์กันว่ามรดกจากเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. จะมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก
ผู้รอดชีวิตทางการเมือง

ที่มาของภาพ, Getty Images
แม้จะมีข้อถกเถียงและวิกฤตทางการเมืองที่เป็นความเสี่ยงซึ่งอาจกระทบต่อการคงอำนาจ แต่เนทันยาฮูก็มีชื่อเสียงในฐานะผู้รอดชีวิตทางการเมือง
เขาได้รับเลือกตั้งอีกครั้งในเดือน พ.ย. ปี 2022 ซึ่งนับเป็นการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่หก โดยเขาเป็นผู้นำพรรคร่วมรัฐบาลที่มีแนวคิดขวาสุดในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล
การหวนคืนอำนาจของเขาเกิดขึ้นหลังจากที่เคยใช้ช่วงเวลาสั้น ๆ เป็นฝ่ายค้าน หลังจากที่ก่อนหน้านั้นเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีติดต่อกัน 12 ปี การกลับมาครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นในหมู่ผู้สนับสนุนว่า ใครก็ไม่อาจโค่นล้ม "ราชาบีบี" (King Bibi - ฉายาของเนทันยาฮูที่มาจากชื่อเล่นของเขา) ในทางการเมืองได้
เขายังคงได้รับความนิยมในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝ่ายขวาและผู้เคร่งศาสนาจำนวนมาก ซึ่งมองว่าเขาเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งด้านความมั่นคง และรัฐบาลของเขาได้ผลักดันให้ขยายการยกเว้นการเกณฑ์ทหารสำหรับชาวยิวออร์โธดอกซ์สุดเคร่งที่ศึกษาศาสนาเต็มเวลา
แต่ภาพลักษณ์ที่ดูไร้เทียมทานของเขาดูเหมือนกำลังสั่นคลอน เมื่อเงาของการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ยังคงปกคลุมบรรยากาศในการเลือกตั้ง
เนทันยาฮูยอมรับว่าเขามีส่วนต้องรับผิดชอบที่ไม่สามารถป้องกันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2023 ซึ่งอิสราเอลภายใต้การปกครองของเขาต้องเผชิญกับการโจมตีที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ เมื่อกลุ่มติดอาวุธที่นำโดยฮามาสหลายพันคนบุกข้ามพรมแดนจากฉนวนกาซา เข้ามาสังหารผู้คนประมาณ 1,200 คน และจับตัวประกันอีก 251 คนกลับไปยังกาซา
แต่เขาบอกว่ายังมีคนอื่น ๆ อีกหลายคนที่ต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ด้วย ทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคง ที่ทำงานล้มเหลวจนนำไปสู่การโจมตีครั้งดังกล่าว โดยเนทันยาฮูกล่าวหาว่าพวกเขาจงใจไม่เตือนเขาในช่วงหลายชั่วโมงก่อนเกิดเหตุ เพราะกลัวว่าเขาจะสั่งการให้กองทัพอิสราเอลจำนวนมากเคลื่อนกำลังพลและทำให้สถานการณ์บานปลาย
กระทรวงสาธารณสุขที่บริหารโดยฮามาสในฉนวนกาซาระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลในฉนวนกาซาอย่างน้อย 74,000 คน โดยตัวเลขดังกล่าวได้รับการยอมรับจากสหประชาชาติว่าเป็นตัวเลขที่น่าเชื่อถือ โดยการกระทำของอิสราเอลในฉนวนกาซาถูกประณามอย่างกว้างขวางจากประชาคมระหว่างประเทศ
หลายปีมาแล้วนับจากการโจมตีครั้งนั้น มีรายงานออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ ว่ามีการส่งคำเตือนไปยังเนทันยาฮูล่วงหน้าแล้ว ทั้งจากหัวหน้าหน่วยงานความมั่นคงของเขาเอง และจากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ซึ่งเขาปฏิเสธเรื่องนี้
เมื่อเดือนที่แล้ว หนังสือพิมพ์ฮาเรตซ์ของอิสราเอลได้ตีพิมพ์ข้อความบางส่วนจากหนังสือเล่มใหม่ ที่อ้างว่าผู้นำของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้โทรศัพท์หาเนทันยาฮู 10 วันก่อนการโจมตี เพื่อเตือนถึงแผนปฏิบัติการครั้งใหญ่ของฮามาส
สำนักงานของเนทันยาฮูปฏิเสธรายงานดังกล่าวว่าเป็น "เรื่องโกหกโดยสิ้นเชิง" และระบุว่าจะฟ้องร้องหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น
ในเดือน พ.ย. ปี 2024 เนทันยาฮูได้กลายเป็นผู้นำโลกคนที่สี่ที่ถูกศาลอาญาระหว่างประเทศออกหมายจับ ต่อจาก วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย, โอมาร์ อัล-บาเชียร์ ประธานาธิบดีซูดาน และ มูอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย
การออกหมายจับเนทันยาฮู รวมถึงหมายจับ โยอาฟ กัลลันท์ อดีต รมว.กลาโหมของอิสราเอล ก่อให้เกิดปฏิกิริยาโกรธเคืองอย่างรุนแรงในทุกภาคส่วนทางการเมืองของอิสราเอล
ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซาภายหลังการโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ "การอดอาหารเป็นวิธีการทำสงคราม และการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ทั้งการฆาตกรรม การกดขี่ข่มเหง และการกระทำอันไร้มนุษยธรรมอื่น ๆ"
ทั้งนี้ ทั้งสองคนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว
มรดกของพี่ชาย

ที่มาของภาพ, GPO via Getty Images
เบนจามิน เนทันยาฮู เกิดที่กรุงเทลอาวีฟในปี 1949 ครอบครัวของเขาย้ายไปสหรัฐอเมริกาในปี 1963 เมื่อเบนไซออน บิดาของเขา ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์และนักเคลื่อนไหวไซออนิสต์ที่มีชื่อเสียง ได้รับข้อเสนอให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ
เมื่ออายุ 18 ปี เขากลับไปยังอิสราเอล ที่ซึ่งเขาใช้เวลาห้าปีในกองทัพได้อย่างโดดเด่น โดยได้ดำรงตำแหน่งกัปตันในหน่วยซาเยเรต มัตคาล หน่วยคอมมานโดชั้นยอด
เขาเคยได้รับบาดเจ็บจากเหตุกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ปล้นเครื่องบินโดยสารของเบลเยียม ซึ่งเครื่องมาลงจอดที่อิสราเอลเมื่อปี 1972 และเขาได้ร่วมรบในสงครามตะวันออกกลางปี 1973
ในปี 1976 โจนาธาน พี่ชายของเนทันยาฮู ถูกสังหารขณะนำทีมเข้าช่วยเหลือตัวประกันจากเครื่องบินโดยสารที่ถูกยึดในเมืองเอนเทบเบ ประเทศยูกันดา การเสียชีวิตของเขาส่งผลกระทบอย่างหนักต่อครอบครัวเนทันยาฮู และชื่อของเขากลายเป็นตำนานในอิสราเอล
เนทันยาฮูได้ก่อตั้งสถาบันต่อต้านการก่อการร้ายเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พี่ชายของเขา และในปี 1982 ได้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าคณะผู้แทนอิสราเอลในกรุงวอชิงตัน
ชีวิตการเป็นบุคคลสาธารณะของเนทันยาฮูเริ่มขึ้น ด้วยความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันได้อย่างคล่องแคล่ว เขาจึงกลายเป็นบุคคลที่สาธารณชนคุ้นหน้าคุ้นตาบนหน้าจอโทรทัศน์ของสหรัฐฯ และเป็นตัวแทนที่มีบทบาทของอิสราเอล
เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้แทนถาวรของอิสราเอลประจำสหประชาชาติในนครนิวยอร์กในปี 1984
ก้าวขึ้นสู่อำนาจ

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
เนทันยาฮูเริ่มเข้าสู่การเมืองเมื่อเขากลับมาอิสราเอลในปี 1988 โดยได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคลิคุด และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ต่อมาเขาได้ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค และในปี 1996 ก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของอิสราเอลหลังจากการเลือกตั้งก่อนกำหนดภายหลังการลอบสังหารนายกรัฐมนตรีอิสราเอล ยิตส์ซาก ราบิน
เนทันยาฮูยังเป็นผู้นำที่อายุน้อยที่สุดของอิสราเอล และเป็นผู้นำคนแรกที่เกิดหลังจากการก่อตั้งรัฐอิสราเอลในปี 1948
แม้ว่าเนทันยาฮูจะวิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงสันติภาพออสโลปี 1993 ระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์อย่างรุนแรง แต่ในปี 1997 เขาได้ลงนามในข้อตกลงมอบพื้นที่ 80% ของเมืองเฮบรอน ให้แก่องค์การบริหารปาเลสไตน์ และตกลงที่จะถอนกำลังทหารออกจากเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง ซึ่งทำให้ฝ่ายขวาไม่พอใจอย่างมาก (อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวล้มเหลวก่อนที่อิสราเอลจะถอนกำลังทหารส่วนใหญ่ออกไป)
เขาพ้นจากตำแหน่งในปี 1999 หลังจากที่ประกาศจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนด 17 เดือน โดยพ่ายแพ้ให้กับ เอฮุด บารัค หัวหน้าพรรคแรงงาน ซึ่งเป็นอดีตผู้บัญชาการทหารในสมัยเนทันยาฮู
คืนชีพทางการเมือง

ที่มาของภาพ, NY Daily News Archive via Getty Images
ต่อมาเนทันยาฮูลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคลิคุด และ อาเรียล ชารอน ก็ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน
หลังจากที่ชารอนได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2001 เนทันยาฮูได้กลับเข้าสู่รัฐบาลอีกครั้ง โดยได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จากนั้นจึงได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เขาลาออกจากตำแหน่งในปี 2005 เพื่อประท้วงการถอนกำลังของอิสราเอลออกจากฉนวนกาซาที่ถูกยึดครอง
โอกาสของเขามาถึงอีกครั้งในปี 2005 เมื่อชารอนแยกตัวออกจากพรรคลิคุดและก่อตั้งพรรคสายกลางใหม่ชื่อคาดิมา ก่อนที่จะมีอาการทางหลอดเลือดสมองอย่างรุนแรงที่ทำให้ร่างกายของเขาอยู่ในภาวะวิกฤต
เนทันยาฮูได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคลิคุดอีกครั้ง และได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่สองในเดือน มี.ค. 2009
เขาตกลงที่จะระงับการก่อสร้างที่อยู่อาศัยของชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์เป็นเวลา 10 เดือน (โดยมีข้อยกเว้นบางประการ) ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาสันติภาพกับชาวปาเลสไตน์ แต่การเจรจาก็ล่มไปในปลายปี 2010
แม้ว่าในปี 2009 เขาจะประกาศยอมรับการก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์เคียงคู่ไปกับอิสราเอลโดยมีเงื่อนไข แต่ต่อมาเขาก็เปลี่ยนท่าทีเป็นแข็งกร้าวขึ้น โดยเขาเคยกล่าวกับสถานีวิทยุของอิสราเอลในปี 2019 ว่า “รัฐปาเลสไตน์จะไม่ถูกก่อตั้งขึ้น ไม่ใช่ในแบบที่คนกำลังพูดถึงกัน มันจะไม่เกิดขึ้น”
ช่วงก่อนหน้าในปีนี้ เขากล่าวว่าทุกคนรู้จักเขาในฐานะชายผู้ซึ่ง "ขัดขวางการก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ ซึ่งจะคุกคามการดำรงอยู่ของพวกเรา มานานหลายทศวรรษ" พร้อมเสริมว่าอิสราเอลจะยังคงควบคุมด้านความมั่นคงอย่างเต็มรูปแบบเหนือดินแดนทั้งหมดทางตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน รวมถึงฉนวนกาซาและเวสต์แบงก์ "ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม"
ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งนั้น ยังเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วของนิคมชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครองด้วย ซึ่งนักวิจารณ์กล่าวว่าสิ่งนี้ทำให้ความพยายามในการบรรลุแนวทางแก้ปัญหาแบบสองรัฐมีความซับซ้อนมากขึ้น
รัฐบาลปัจจุบันของเขาได้อนุมัติการจัดตั้งชุมชนใหม่มากกว่า 100 แห่งนับตั้งแต่ขึ้นมามีอำนาจในปี 2022 และได้ควบคุมการขยายตัวอย่างรวดเร็วของฐานที่มั่นและฟาร์มผิดกฎหมายบนยอดเขา
กลุ่มพีซ นาว (Peace Now) ซึ่งเป็นกลุ่มเฝ้าระวังการตั้งถิ่นฐานของอิสราเอลและสนับสนุนแนวทางแก้ปัญหาแบบสองรัฐ กล่าวว่า รัฐบาลอิสราเอลได้ "เร่งดำเนินการผนวกดินแดนเวสต์แบงก์ ในทางปฏิบัติ ด้วยความรวดเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมา"
การตั้งถิ่นฐานและฐานที่มั่นทั้งหมดของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครองนั้น ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยฐานที่มั่นเหล่านั้นยังผิดกฎหมายของอิสราเอลเองด้วย แม้ว่าหลายแห่งจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐก็ตาม
การโจมตีของชาวปาเลสไตน์และปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งภายในดินแดนและโดยรอบดินแดนฉนวนกาซา ทั้งก่อนและหลังจากที่เนทันยาฮูกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในปี 2009
ตลอดเส้นทางการเมืองของเขา เนทันยาฮูได้กล่าวเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่ออิสราเอล เป็นเวลากว่าสามทศวรรษที่เขาอ้างว่าทางการอิหร่านกำลังแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ และเรียกร้องให้ผู้นำโลกใช้มาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นต่อรัฐบาลอิหร่านอยู่เสมอ
ปฏิบัติการทางทหารที่ยืดเยื้อมายาวนานนั้นถึงจุดสูงสุดในเดือน ก.พ. ปี 2026 เมื่ออิสราเอลและสหรัฐอเมริกาโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดเสียชีวิต ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอล ฐานทัพต่าง ๆ ของสหรัฐฯ และประเทศต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซีย ขณะเดียวกัน การโจมตีของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ก็ได้บานปลายกลายเป็นสงครามครั้งใหม่ในเลบานอน
ข้อตกลงหยุดยิงที่มีปากีสถานเป็นคนกลางเริ่มมีผลในเดือน เม.ย. ก่อนที่จะมีบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านตามมาในเดือน มิ.ย. แต่ทั้งหมดก็ล่มสลายลงภายในไม่กี่สัปดาห์ นับตั้งแต่นั้นมา สหรัฐฯ และอิหร่านต่างก็โจมตีกันไปมา และยังไม่มีข้อตกลงใหม่ใด ๆ เกิดขึ้น
กระบวนการพิจารณาคดี
หลังปี 2016 เนทันยาฮูเผชิญกับการสอบสวนคดีทุจริต ซึ่งจบลงด้วยการที่เขาถูกตั้งข้อหาติดสินบน ฉ้อโกง และละเมิดความไว้วางใจในสามคดีที่แยกจากกัน ในเดือน พ.ย. 2019
เขาปฏิเสธการกระทำผิดและกล่าวว่าเขาตกเป็นเหยื่อของการ "ล่าแม่มด" ที่มีแรงจูงใจทางการเมืองซึ่งจัดฉากโดยฝ่ายตรงข้าม เขาต้องขึ้นศาลในเดือน พ.ค. 2020 และกลายเป็นนายกรัฐมนตรีอิสราเอลคนแรกที่ต้องเข้ารับการพิจารณาคดีในศาลในขณะที่ดำรงตำแหน่ง
เขาได้ยื่นขออภัยโทษจาก ไอแซก เฮอร์ซอก ประธานาธิบดีอิสราเอล แต่เฮอร์ซอกกล่าวว่าควรพยายามเจรจาต่อรองคำรับสารภาพ (plea deal) เพื่อลดโทษก่อน โดยคดีนี้ยังไม่จบแม้ผ่านเวลามากว่าหกปีแล้ว และการพิจารณาคดียังคงดำเนินต่อไป
แผนการปฏิรูปตุลาการที่เป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากยังจุดประกายให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ด้วย โดยประเด็นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความความแตกแยกที่ฝังลึกในด้านอัตลักษณ์ของชาติและความเป็นประชาธิปไตยของอิสราเอล โดยความแตกแยกนี้มีมาก่อนเหตุการณ์โจมตีวันที่ 7 ต.ค. แล้ว และยังคงไม่คลี่คลายในขณะที่อิสราเอลกำลังเตรียมตัวจัดการเลือกตั้งอีกครั้ง
ความสัมพันธ์กับทรัมป์

ที่มาของภาพ, Anadolu via Getty Images
การขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในปี 2017 นำไปสู่การประสานนโยบายระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และอิสราเอลกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น และภายในหนึ่งปี ทรัมป์ก็ได้ประกาศรับรองเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล
การกระทำดังกล่าวจุดประกายความโกรธเคืองไปทั่วโลกอาหรับ ซึ่งสนับสนุนการอ้างสิทธิ์ของชาวปาเลสไตน์ในครึ่งตะวันออกของนครเยรูซาเลมที่อิสราเอลยึดครองมาตั้งแต่สงครามตะวันออกกลางในปี 1967 การอ้างสิทธิ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ ซึ่งถือว่าเยรูซาเลมตะวันออกที่ถูกยึดครองเป็นดินแดนของปาเลสไตน์ แต่ความเคลื่อนไหวของสหประชาชาติกลับทำให้เนทันยาฮูประสบความความสำเร็จทั้งทางการเมืองภายในประเทศและทางการทูต
และในเดือน ม.ค. 2020 เนทันยาฮูได้ยกย่องแผนสันติภาพระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ของทรัมป์ว่าเป็น "โอกาสในรอบศตวรรษ" แม้ว่าชาวปาเลสไตน์จะปฏิเสธแผนดังกล่าวว่าเป็นแผนที่เอื้อประโยชน์เพียงฝ่ายเดียวและไม่ได้นำมันมาพิจารณา
นอกจากนี้ เนทันยาฮูยังมีความเห็นตรงกับทรัมป์เรื่องอิหร่าน โดยยินดีกับการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านในปี 2018 และนำมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกลับมาใช้ใหม่
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้กล่าวโจมตีผู้นำอิสราเอลอย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่าเขาไม่จงรักภักดี หลังจากที่เขาแสดงความยินดีกับ โจ ไบเดน ที่ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือน พ.ย. ปี 2020
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสอง ถูกฟื้นฟูและทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่า
ในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองของทรัมป์ เขาได้ให้การสนับสนุนอิสราเอลในการทำสงครามกับอิหร่าน ผลักดันให้มีการอภัยโทษให้เนทันยาฮูในคดีทุจริต และเชิญเขาเข้าพบที่ทำเนียบขาวหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดคือในเดือน ก.ค. ปีนี้ เนทันยาฮูได้พบกับทรัมป์รวมแปดครั้งนับตั้งแต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้งในเดือน ม.ค. 2025 ซึ่งมากกว่าผู้นำโลกคนอื่น ๆ
ไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งอิสราเอล ทรัมป์เน้นย้ำการสนับสนุนของเขาอีกครั้งผ่านโพสต์บนบัญชีทรูธ โซเชียล โดยยกย่องเนทันยาฮูว่าเป็น "นายกรัฐมนตรีนักรบผู้ยิ่งใหญ่" และบรรยายว่าเขา "แข็งแกร่ง กล้าหาญ และชาญฉลาด ทั้งที่ต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรง"
เหนือสิ่งอื่นใด การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการลงประชามติเกี่ยวกับบุคคลทางการเมืองที่ผู้คนมีความเห็นต่อเขาอย่างหลากหลายมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศ โดยสำหรับผู้สนับสนุน เบนจามิน เนทันยาฮู ยังคงมีความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงของอิสราเอล ในขณะที่ผู้คัดค้านมองว่าการดำรงตำแหน่งทางการเมืองของเขาจะทำให้อิสราเอลตกอยู่ในความเสี่ยง




























