ผู้ว่าฯ ชัชชาติแจง 4 ข้อกังวล ปมดาต้าเซ็นเตอร์ผุดกลางกรุง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่ามีกิจการศูนย์ข้อมูล หรือดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ขนาดใหญ่ในเมืองหลวงเพียง 3 แห่งเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตแล้ว พร้อมยืนยันว่ายังไม่กระทบต่อการใช้ไฟและน้ำของคนกรุง
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการ กทม. พร้อมด้วยผู้บริหารการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), การประปานครหลวง (กปน.) และเลขานุการ รมว.พลังงาน เปิดแถลงข่าววันนี้ (2 ก.ย.) ที่ศาลาว่าการ กทม. หลังปรากฏข้อมูลข่าวสารว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ผุดขึ้นกลางเมืองและชุมชนใน กทม. มากมาย
ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า กทม. ไม่นิ่งนอนใจนับจากได้รับแจ้งว่ามีการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ใกล้กับ รพ.พระราม 9 และได้สั่งให้หยุด ไม่ให้ใบอนุญาตเพิ่มเติมตั้งแต่ 2-3 สัปดาห์ก่อน
เขายังแจกแจงข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ใน กทม. ที่พบว่ามี 30-40 แห่งว่า ส่วนหนึ่งมีมานานแล้ว เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ที่ให้บริการหน่วยงานในเครือตัวเอง คือเป็นศูนย์ข้อมูลที่อยู่ในตัวอาคารของตนเอง เวลาขออนุญาตจึงเป็นการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ไม่ได้ขอแยก แต่ระยะหลังเทคโนโลยีเปลี่ยนไป เกิดดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ให้บริการหน่วยงานอื่นภายนอก โดยมีอยู่ 6 แห่งที่มาขออนุญาตแบบแยกเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ต่างหากจากทาง กทม. ในจำนวนนี้มี 3 แห่งได้รับใบอนุญาตไปแล้วตั้งแต่ปี 2565-2566 ส่วนอีก 3 แห่งที่เหลือให้หยุดเพื่อไปทบทวนตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อน
ดาต้าเซ็นเตอร์ยังไม่กระทบการใช้น้ำ-ไฟคน กทม.
จากนั้นเขาได้ชี้แจง 4 ข้อกังวลที่มาพร้อมกับการเกิดขึ้นของดาต้าเซ็นเตอร์
ที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์: เนื่องจากดาต้าเซ็นตอร์ไม่เคยมีนิยามในกฎหมาย ผู้ประกอบการจึงขออนุญาตก่อสร้างในรูปแบบ "คลังสินค้า" ซึ่งไม่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ (Environmental Impact Assessment - EIA) และไม่ต้องขออนุญาตเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ดังนั้นต้องทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องใหม่หมด ซึ่งก็มีประกาศระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ออกมาแล้ว
การใช้ไฟฟ้า: ดาต้าเซ็นเตอร์มีขนาดแตกต่างกัน ถ้าตั้งอยู่ใน กทม. มีขนาด 20 เมกะวัตต์ แต่ถ้าตั้งอยู่ในต่างจังหวัดอาจมีขนาดหลายร้อยเมกะวัตต์เลย เช่น ที่อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี (Eastern Economic Corridor - EEC) ดังนั้นในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ใน กทม. "ทางการไฟฟ้าฯ ยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อการใช้ไฟของคนใน กทม. แต่ต้องติดตามต่อไป"
นายเกษม สระทองฮัก ผู้ช่วยผู้ว่าการ กฟน. ให้ข้อมูลว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ใน กทม. ซึ่งมีขนาด 20 เมกะวัตต์ ใช่ไฟฟ้าจริง 8 เมกะวัตต์ ซึ่ง กฟน. จะจ่ายไฟแยก ไม่กระทบกับประชาชนในพื้นที่ที่มาขอไฟ และถ้าเปรียบเทียบกับการใช้ไฟของสถานประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้า ก็จะใช้ไฟมากกว่านี้เยอะ พร้อมยืนยันว่าไฟและการเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้มาตรฐาน ยืนยันว่าปลอดภัย
การใช้น้ำ: ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้น้ำป้อนระบบหล่อเย็น ซึ่งทาง กปน. บอกว่าตอนนี้ยังไม่มีผลกระทบต่อประชาชน ไม่มีนัยสำคัญ ส่วนข้อกังวลเรื่องน้ำเสีย ก็ยังไม่พบว่าก่อให้เกิดมลพิษอะไร แต่ต้องติดตามต่อไปว่าจะมีการปล่อยน้ำอุณหภูมิสูงลงคูคลองต่าง ๆ หรือไม่
นายสุพิเชฐ ถาวรทวีวงษ์ รองผู้ว่า กปน. ขยายความว่า ดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ในพื้นที่ กทม. มีปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ยรายเดือน 7,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ขณะที่ รพ.ใหญ่ใช้น้ำ 20,000 ลบ.ม ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ใช้ 30,000-40,000 ลบ.ม. จึงยืนยันว่าดาต้าเซ็นเตอร์ใน กทม. ยังไม่เกิดผลกระทบต่อการให้บริการลูกค้าใน กทม.
การสะสมน้ำมัน: จากข้อกำหนดดาต้าเซ็นเตอร์ต้องมีไฟสำรอง 48 ชม. จึงต้องสะสมน้ำมัน แต่กฎหมายของกรมธุรกิจพลังงานกำหนดว่าถ้าจะสะสมเอาไว้เพื่อใช้ภายในตัวเองให้ได้ไม่เกิน 5 แสนลิตร ถ้าเกินจะถือเป็นคลังน้ำมัน อยู่ในผังเมืองไม่ได้
"เป็นเรื่องดีที่กรมกำหนดขั้นสูงเอาไว้ว่าเกินไม่ได้ จึงเป็นการกำหนดขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์กลาย ๆ ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ใน กทม. จะใหญ่มากไม่ได้ เพราะไม่สามารถสะสมน้ำมันเกินที่กฎหมายกำหนดไว้ได้" นายชัชชาติกล่าว
น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันท์ เลขานุการ รมว.พลังงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เกิดขึ้นนานแล้วตั้งแต่ปี 2563-2567 มีการขอติดตั้งถังน้ำมันเพื่อสำรองไฟฉุกเฉิน หากมีเหตุไฟดับไฟตก ถึงทำการเปิดเครื่องปั่นไฟ แต่โดยหลักการ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม ให้นโยบายไว้แล้วว่าการขออนุญาตใหม่ ไม่อนุญาต ใครจะขอคลังน้ำมันสำรองเพื่อดาต้าเซ็นเตอร์ให้หยุดเอาไว้ก่อน เราจะมีบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังพิจารณาเรื่องนี้
เลขาฯ รมว. พลังงานยังกล่าวถึง ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ ถ.รามคำแหง 28 ซึ่งเก็บน้ำมัน 4 แสนลิตร ใบอนุญาตของกรมธุรกิจพลังงานไม่ได้ให้เก็บน้ำมันขนาดนั้น โดยให้ประมาณ 2 แสนลิตร "ถ้าตรวจพบว่ามีการเก็บน้ำมันเกิน ต้องถูกดำเนินคดี เพราะถือเป็นการเก็บน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต" ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ที่พระราม 9 กทม. ยังไม่ได้รับอนุญาตจาก กทม. และกรมธุรกิจพลังงานก็ยังไม่อนุญาตให้ปั่นไฟจากคลังน้ำมันสำรอง ดังนั้นก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งโทษของการลักลอบประกอบกิจการ ต้องระวางโทษสูงสุดจำคุก 2 ปี และปรับ 2 แสน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
นายชัชชาติกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา กทม. พยายามปฏิบัติตามกฎหมายทุกอย่าง แต่กฎหมายอาจไม่ทันสมัย เพิ่งมีดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ตั้งแยกขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพื่อให้บริการหน่วยงานอื่นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา และเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลขยับ โดยกำหนดนิยามดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นมาตามระเบียบสำนักนายกฯ ทำให้หลายหน่วยงานเอาไปเปลี่ยนดูเรื่องผังเมือง ประปา ไฟฟ้า
"เราเห็นปัญหาก็ต้องรีบแก้... ยอมรับว่ากฎหมายยังมีช่องโหว่อยู่ ก็เป็นเวลาที่ดี มองไปอนาคตว่าจะปรับมาตรฐานให้ทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทโลกมากขึ้นอย่างไร" นายชัชชาติกล่าว
ผู้ว่าฯ กทม. ยังบอกด้วยว่า ได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ใน 2 กรณีคือ ที่ติดกับ รพ. พระราม 9 ซึ่งยังไม่เปิดทำการ และอีกแห่ง มีการการทดสอบเครื่องปั่นไฟฉุกเฉินในช่วงกลางคืน ก่อให้เกิดเสียงดังรบกวนประชาชน ส่วนข้อกังวลเรื่องคลื่นความร้อน ยังไม่มีการร้องเรียนมายัง กทม.
สส. พรรคส้มเผยดาต้าเซ็นเตอร์มีพื้นที่กักน้ำมัน 4 แสนลิตร
การตั้งโต๊ะแถลงข่าวของ กทม. ในวันนี้ (2 ก.ย.) เกิดขึ้นหลังจาก สส. ฝ่ายค้านออกมาเปิดเผยว่ามีศูนย์ข้อมูลแห่งหนึ่งที่ขออนุญาตก่อสร้างเป็นอาคารคลังสินค้า แต่มีพื้นที่กักเก็บน้ำมันได้สูงสุดถึง 400,600 ลิตร
นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) ชี้ให้เห็น "ช่องว่าง" จากการไม่มีกฎหมายมากำกับดูแลกิจการนี้ ผู้ประกอบการจึงขออนุญาตก่อสร้างในรูปแบบอาคารคลังสินค้า ซึ่งไม่ต้องทำ EIA ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรไฟฟ้า ทรัพยากรน้ำ การปล่อยความร้อน เสียง หรือการบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิง
สส. จากพรรคสีส้มกล่าวต่อไปว่า ตามกฎหมายผังเมือง คลังสินค้าสามารถก่อสร้างได้ในเกือบทุกผังเมือง ดังนั้นการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลโดยระบุว่าเป็นอาคารคลังสินค้า จึงสามารถตั้งอยู่ข้างโรงพยาบาลหรือใกล้ชุมชนได้อย่างสะเปะสะปะ ทั้งที่ควรถูกกำหนดหรือโซนนิ่งตามขนาดการใช้ไฟฟ้าและอยู่ห่างไกลชุมชน
เขาจึงมีข้อเรียกร้องไปยัง 2 หน่วยงาน
- เสนอให้ผู้ว่าฯ กทม. ใช้อำนาจออกข้อบัญญัติ กทม. เพื่อกำหนดนิยามศูนย์ข้อมูล และแก้ไขข้อบัญญัติควบคุมอาคารเป็นการฉุกเฉิน รวมทั้งนำร่างผังเมืองฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการกว่า 2 ปีกลับไปปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อกำหนดข้อบังคับเรื่องศูนย์ข้อมูลให้เรียบร้อยก่อนประกาศใช้
- เรียกร้องให้ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งรัดสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กำหนดให้กิจการศูนย์ข้อมูลต้องจัดทำ EIA เพื่อให้เกิดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
รัฐบาลเล็ง "จัดระเบียบ" ดาต้าเซ็นเตอร์
ส่วนท่าทีจากรัฐบาลกลาง นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) กล่าวเมื่อ 1 ก.ย. ว่า ได้รับรายงานเรื่องนี้มาแล้วระยะหนึ่ง และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบแล้ว เนื่องจากดาต้าเซนเตอร์เหล่านี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาตและกระจายอยู่หลายแห่ง
ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในฐานะประธานกรรมการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ (BOI) บอกว่า จะพูดคุยกับนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจะต้องมีการจัดระเบียบ เนื่องจากยังมีบางส่วนที่ยังไม่ได้มีเอกสารรับรอง
รองนายกฯ จะเรียกประชุมบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์วันที่ 4 ก.ย. นี้
ข้อมูลจากเว็บไซต์ดาต้าเซ็นเตอร์แมป (Data Center Map) พบว่า ไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์ใน กทม. และจังหวัดใกล้เคียงอย่างน้อย 49 แห่ง ทั้งนี้ในส่วนของ กทม. ได้กระจายอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ อาทิ ถ.รามคำแหง เขตบางกะปิ, ถ.เจริญกรุง เขตบางรัก, ถ.วิทยุ เขตปทุมวัน, ถ.กำแพงเพชร 6 เขตจตุจักร, ถ.บางนา-ตราด เขตบางนา, ถ.สาธร เขตยานนาวา, ถ.สีลม เขตสาธร, ถ.รัชดาภิเษก เขตห้วยขวาง































