วิเคราะห์: เหตุใดข้อตกลงน้ำมันครั้งสำคัญระหว่างสหรัฐฯ - เวเนซุเอลา ทำให้นักวิเคราะห์กังขา ชาวเวเนซุเอลาไม่พอใจ

ที่มาของภาพ, EPA/Getty Images
- Author, วิลล์ แกรนต์
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำเม็กซิโก อเมริกากลาง และคิวบา
- Published
- เวลาอ่าน: 6 นาที
นับตั้งแต่ช่วงที่กองกำลังของสหรัฐฯ บุกเข้าไปในที่พักของนิโกลัส มาดูโรในกรุงการากัส แล้วบังคับให้เขาลงจากอำนาจในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเข้าควบคุมทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลาเป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลของเขา
ในเวลานั้น ทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ จะเข้ามาบริหารเวเนซุเอลา พร้อมทั้งควบคุมการจำหน่ายน้ำมันของประเทศต่อไปในอนาคตข้างหน้า
การลงนามในข้อตกลงเรื่องน้ำมันครั้งใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลาที่กรุงการากัสเมื่อวันพุธนี้ ถือเป็นการทำให้แผนการควบคุมน้ำมันดังกล่าวของสหรัฐฯ เกิดขึ้นจริง
ข้อตกลงนี้มอบสัมปทานระยะเวลา 100 ปีให้แก่บริษัทที่นำโดยสหรัฐฯ เพื่อดำเนินงานในแหล่งน้ำมัน 17 แห่งของเวเนซุเอลา ซึ่งมีปริมาณน้ำมันดิบรวมกันสูงถึง 65,000 ล้านบาร์เรล
ปริมาณดังกล่าวคิดเป็นมากกว่าหนึ่งในห้าของปริมาณสำรองน้ำมันที่พิสูจน์แล้วว่ามีอยู่จริงของเวเนซุเอลา
นอกเหนือจากตัวเลขมหาศาลที่น่าตกตะลึงแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างยกย่องว่าข้อตกลงนี้เป็นผลดีต่อประเทศของทั้งคู่
ประธานาธิบดีทรัมป์เรียกข้อตกลงนี้ว่า "ข้อตกลงน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก" ขณะที่เดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ถือเป็น "ครั้งประวัติศาสตร์" และจะสร้างเม็ดเงินด้านการลงทุนกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท) รวมถึงสร้างรายได้จากภาษีมากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ (6.6 ล้านล้านบาท)
แต่ก็มีผู้ที่เห็นต่างอย่างสิ้นเชิง
เอลเลียต อับรามส์ อดีตผู้แทนพิเศษของทรัมป์เกี่ยวกับเวเนซุเอลาและอิหร่าน กล่าวว่า "นี่เป็นข้อตกลงที่เลวร้ายมาก [โรดริเกซ] ยกทรัพย์สมบัติของชาติ 20% ให้คนอื่นไปโดยไม่ได้อะไรตอบแทนใด ๆ เลย"
"ผมคิดว่าเธอเพียงแค่ทำตามข้อเรียกร้องที่ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐฯ เท่านั้น"

ที่มาของภาพ, Reuters
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทำเนียบขาวเผยแพร่เอกสารสรุปข้อมูล ซึ่งระบุรายละเอียดบางส่วนเกี่ยวกับกรอบของข้อตกลงเรื่องน้ำมันในครั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะทำงานร่วมกับบริษัทเอกชนในเวเนซุเอลาชื่อ นอร์ท อเมริกัน บลู เอ็นเนอร์จี พาร์ทเนอร์ส (North American Blue Energy Partners) หรือ Nabep ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตน้ำมันเอกชนรายใหญ่อันดับสองของเวเนซุเอลา รองจากบริษัทเชฟรอน (Chevron)
รายละเอียดหนึ่งที่โดดเด่นเป็นอย่างมากเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับ Nabep คือ รัฐบาลสหรัฐฯ จะมี "อำนาจยับยั้ง (veto power) การแต่งตั้งสมาชิกคนใดก็ตามในคณะกรรมการบริษัท และสมาชิกส่วนใหญ่ของคณะกรรมการ Nabep จะต้องเป็นพลเมืองสหรัฐฯ"
ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังคงดำเนินอยู่ทำให้ราคาน้ำมันตามสถานีบริการสูงขึ้น การเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันจากนอกภูมิภาคตะวันออกกลางก็อาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคได้
ดั๊ก เบอร์กัม รัฐมนตรีมหาดไทยสหรัฐฯ กล่าวกับรายการฟ็อกซ์ บิสซิเนส (Fox Business) ว่า ข้อตกลงนี้กำลัง "เปลี่ยนศูนย์กลางทางภูมิรัฐศาสตร์ของตลาดพลังงานโลก" จากสิ่งที่เขาเรียกว่า "จุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในตะวันออกกลาง" กลับมายังซีกโลกตะวันตก
เอลเลียต อับรามส์มองว่า การที่สหรัฐฯ หันมาร่วมมือกับเวเนซุเอลานั้นมีเหตุผลในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะขณะนี้การจัดหาน้ำมันจากประเทศในอ่าวมีความไม่แน่นอนสูง
แต่เขากล่าวว่าเงื่อนไขของข้อตกลงนั้นเอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่งมากจนเป็นภาพเพ้อฝันอันสุดโต่งที่สะท้อนให้เห็นถึงลัทธิล่าอาณานิคม
ทำเนียบขาวระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวได้ "รื้อฟื้นหลักนิยมมอนโรขึ้นมาอีกครั้ง" ซึ่งเป็นแนวคิดจากศตวรรษที่ 18 ที่มุ่งแผ่อำนาจของสหรัฐฯ ไปทั่วอเมริกาใต้ โดยมีเป้าหมายเพื่อ "กำจัดอิทธิพลจากต่างชาติที่เป็นภัยออกไปจากหลังบ้านของเรา เพื่อให้มั่นใจว่า จะไม่มีใครตั้งคำถามต่อความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐฯ ในซีกโลกของเราอีกต่อไป"
แค่กรอบเวลาที่เสนอมาก็ถือว่าเป็นประเด็นเดียวที่น่ากังวลแล้ว ทรัมป์กล่าวว่าข้อตกลงนี้จะสร้างผลกำไรได้ภายในสองหรือสามปี อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเตือนว่า ด้วยสภาพอันย่ำแย่ของอุตสาหกรรมน้ำมันในเวเนซุเอลา การฟื้นตัวภายในหนึ่งทศวรรษอาจเป็นกรอบเวลาที่สมจริงและดูเป็นไปได้มากกว่า
หลุยส์ ปาเชโก จากสถาบันเบเกอร์ (Baker Institute) แห่งมหาวิทยาลัยไรซ์ (Rice) ในเมืองฮิวสตัน กล่าวกับบีบีซีมุนโด (แผนกภาษาสเปน) ว่า เวเนซุเอลาจำเป็นต้องลงทุนราว 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดระยะเวลา 8 ปี เพื่อฟื้นฟูภาคการผลิตน้ำมันให้กลับมาอยู่ในระดับเดียวกับที่เคยผลิตได้เมื่อ 30 ปีก่อน
ปาเชโกกล่าวว่า "สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่าใครจะเป็นผู้บริหารจัดการทรัพยากรเหล่านั้น และจะนำไปใช้เพื่ออะไร"
"พวกเขาจะให้คนกลุ่มเดิมเข้ามาทำหน้าที่บริหารจัดการเงินก้อนนี้อีกหรือ ทั้งที่เป็นคนกลุ่มเดียวกับที่เคยผลาญผลประโยชน์มหาศาลจากยุคเฟื่องฟูของอุตสาหกรรมน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษจนหมดสิ้นไปแล้ว" เขาถามว่า โดยอ้างอิงถึงการบริหารจัดการที่ผิดพลาดในอุตสาหกรรมน้ำมันที่เคยมั่งคั่งของเวเนซุเอลา
ฝ่ายค้านของเวเนซุเอลากังวลว่า ข้อตกลงนี้จะยิ่งกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับเดลซี โรดริเกซ ซึ่งพวกเขากล่าวหาว่าเป็นผู้นำระบอบการปกครองแบบเดียวกับนิโกลัส มาดูโร
รัฐบาลทรัมป์ไม่เพียงแต่ประณามรัฐบาลของมาดูโรว่าเป็น "กลุ่มค้ายาเสพติดที่เต็มไปด้วยการทุจริต" เท่านั้น แต่ยังระดมกองเรือรบขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยเห็นในยุคปัจจุบันเข้าล้อมรอบเวเนซุเอลาอีกด้วย

ที่มาของภาพ, EPA
การที่รัฐบาลสหรัฐฯ หันมาร่วมมือกับอดีตรองประธานาธิบดีของมาดูโรอย่างง่ายดายและรวดเร็วในเวลานี้ ทำให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลไม่พอใจอย่างมาก
มาเรีย โครินา มาชาโด เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพและผู้หวังชิงตำแหน่งประธานาธิบดี อาจเลือกที่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเปิดเผยในที่สาธารณะ เพราะหากเธอหวังจะขึ้นสู่อำนาจ เธอยังคงต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากเขา อย่างไรก็ตาม คนอื่น ๆ กลับเลือกที่จะแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมามากกว่า
"คุณเลือกที่จะใช้อำนาจของสหรัฐฯ ไม่ใช่เพื่อปลดปล่อยชาวเวเนซุเอลาจากการถูกกดขี่ แต่กลับเลือกเป็นพันธมิตรกับผู้ที่กดขี่พวกเรา" ริคาร์โด เฮาส์มันน์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวเวเนซุเอลา กล่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยมุ่งคำพูดดังกล่าวไปยังมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ
เฮาส์มันน์ กล่าวว่า "คุณเลือกที่จะเดินหน้าการยึดทรัพย์สิน และทำข้อตกลงที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญกับรัฐบาลที่ไม่มีความชอบธรรมและกดขี่ประชาชน แทนที่จะใช้อำนาจนำของสหรัฐฯ เพื่อฟื้นฟูระบอบการปกครองตามรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยเสียก่อน"
การที่เวเนซุเอลายังไม่มีการเลือกตั้งในเร็ว ๆ นี้ หรือแม้แต่ยังไม่มีแผนการที่ชัดเจนว่าจะจัดการเลือกตั้งหรือไม่ ทำให้ฝ่ายต่อต้านจำนวนมากรู้สึกว่าพวกเขาถูกหักหลัง
แต่ความรู้สึกถูกหักหลังก็ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเท่านั้น หากยังเกิดขึ้นกับผู้ที่อยู่คนละขั้วทางอุดมการณ์ด้วย แม้ว่าพรรคสังคมนิยมที่ปกครองประเทศเวเนซุเอลาอย่าง PSUV จะสนับสนุนโรดริเกซและข้อตกลงกับสหรัฐฯ แต่ชาวเวเนซุเอลาที่มีแนวคิดสังคมนิยมจำนวนมากกลับมองว่าข้อตกลงนี้เป็นการยอมจำนน
หลังจากต่อต้านอิทธิพลของสหรัฐฯ ในภูมิภาคมาเกือบสามทศวรรษ พวกเขารู้สึกว่าเธอกำลังยกทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของประเทศให้แก่ศัตรูเก่า
ราฟาเอล รามิเรซ อดีตผู้บริหารบริษัทพลังงานแห่งชาติ PDVSA และอดีตรัฐมนตรีน้ำมันในสมัยประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ "เท่ากับยก [น้ำมัน] ให้พวกเขา และเปิดประตูสู่ลัทธิล่าอาณานิคมรูปแบบใหม่ของสหรัฐฯ"
เมื่อต้นปี 2008 ชาเวซเดินทางไปยังแหล่งน้ำมันในแถบลุ่มแม่น้ำโอรีโนโก ซึ่งเคยดำเนินการโดยเอ็กซอนโมบิล (ExxonMobil) บริษัทพลังงานรายใหญ่ของสหรัฐฯ เพื่อจัดรายการโทรทัศน์อาโล เปรซิเดนเต (Aló Presidente) ที่ออกอากาศทุกวันอาทิตย์
หลังจากที่เขายึดทรัพย์สินบางส่วนของบริษัทน้ำมันแห่งนี้ในภูมิภาคดังกล่าว ชาเวซก็แสดงท่าทีแข็งกร้าวและท้าทายอย่างชัดเจน
"อำนาจอยู่ในมือของเราแล้ว และเราจะไม่มีวันยอมปล่อยมืออีก" เขากล่าวถึงการที่บริษัทน้ำมันของรัฐเข้ามาถือครองแหล่งน้ำมัน พร้อมประณามรัฐบาลชุดก่อน ๆ ที่มีความใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ว่าพวกเขาได้เปลี่ยนเวเนซุเอลาให้กลายเป็น "ประเทศที่ของชาวกริงโก" (กริงโก มีความหมายที่มีนัยเหยียดหยามในภาษาสเปนที่กล่าวถึง ชาวต่างชาติ อย่างเช่น ชาวอเมริกันหรืออังกฤษ)
"มันคือการปล้นประเทศของเรา แต่การปฏิวัติโบลิบาร์ (Bolivarian Revolution) ของเวเนซุเอลาได้ยุติเรื่องนี้ลงแล้ว" เขาประกาศเสียงดัง ท่ามกลางเสียงปรบมือจากพนักงานของ PDVSA
แต่เรื่องที่น่าขันก็คือ คนที่สืบทอดแนวคิดทางการเมืองของชาเวซในวันนั้นกลับเป็นผู้ลงนามในข้อตกลงอันคลุมเครือนี้กับสหรัฐฯ ในวันนี้ และยังยกย่องว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นชัยชนะและความสำเร็จของเวเนซุเอลา































