"อธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์" คืออะไร จำเป็นแค่ไหนที่ไทยต้องมีโมเดลเอไอของตัวเอง

.

ที่มาของภาพ, BDI

    • Author, วศินี พบูประภาพ
  • Published
  • เวลาอ่าน: 10 นาที

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2569 บริษัทแอนโทรปิก (Anthropic) บริษัทผู้ให้บริการปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) สัญชาติอเมริกัน ได้ออกแถลงการณ์ชี้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ออกคำสั่งให้จำกัดการเข้าถึงปัญญาประดิษฐ์จำนวนสองโมเดล ได้แก่ คล็อด เฟเบิล 5 (Claude Fable 5) และ คล็อด มิโธส 5 (Claude Mythos 5) ไม่ให้ผู้มีสัญชาติอื่นเข้าถึงได้ แม้เพิ่งเปิดตัวได้เพียง 3 วัน อย่างไรก็ดีคำสั่งดังกล่าวถูกยกเลิกในเวลาต่อมา

ต่อมาในเดือน ส.ค. มีรายงานข่าวออกมาว่า กระทรวงพาณิชย์ของจีนเองก็กำลังหารือกับห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ของบริษัทจีนชั้นนำ เช่น อาลีบาบา (Alibaba), ไบท์แดนซ์ (ByteDance) และจื้อผู่ เอไอ (Zhipu AI) เพื่อจำกัดการส่งออกโมเดลปัญญาประดิษฐ์ชั้นสูงสัญชาติจีน

แม้ทั้งสองเหตุการณ์ข้างต้นนี้เกิดขึ้นในสหรัฐฯ และจีน แต่ ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI (Big Data Institute) บอกกับบีบีซีไทยว่า เหตุการณ์ทั้งสองมีความเสี่ยงที่จะสร้างผลกระทบไปถึงผู้คนทั่วโลกที่ใช้บริการปัญญาประดิษฐ์จากทั้งสองชาติ รวมถึงคนไทยด้วย

ศ.ดร.ธีรณี ยกตัวอย่างว่า หากธุรกิจของไทยพัฒนาและให้บริการลูกค้าบนแพลตฟอร์มเอไอของต่างชาติ การเปลี่ยนแปลงนโยบายเพียงครั้งเดียวอาจส่งผลให้ไม่สามารถใช้งานระบบเอไอดังกล่าวได้ทันที "ตื่นเช้ามาคือใช้ไม่ได้ไปเลย ผลิตภัณฑ์พัง และเราไม่มีสิทธิ์ในการควบคุมตรงนั้นเลย"

ผอ. BDI ยังชี้ต่อไปด้วยว่า ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงหันมาให้ความสำคัญกับแนวคิด "Sovereign AI" หรือปัญญาประดิษฐ์อันเป็นอธิปไตยของชาติ มากขึ้น

บีบีซีไทยพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์และด้านกฎหมาย เพื่อหาคำตอบว่ามีความจำเป็นแค่ไหน ที่ประเทศไทยอาจต้องคิดเรื่องการสร้างอธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์ของไทยเอง ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน

อธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์ คืออะไร

"คำว่าอธิปไตยมันอาจจะฟังดูเป็นเชิงการเมืองหรือชาตินิยม แต่จริง ๆ แล้วแนวคิดนี้มันผูกกับเรื่องเศรษฐกิจมากกว่า" เพิร์ธ เจริญวัฒนกุล อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักวิทยาศาสร์คอมพิวเตอร์ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยระหว่างการพูดคุยแบบพบหน้า

เขาอธิบายด้วยการเชื่อมโยงอธิปไตยเข้ากับราคาสิ่งของในชีวิตประจำวัน โดยยกตัวอย่างว่าอาหารในประเทศไทยมีราคาถูก เพราะเรามีห่วงโซ่อุปทานทางการเกษตรไว้ผลิตอาหารเอง ขณะที่เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างโทรศัพท์มือถือ ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาองค์ความรู้ สิทธิบัตร และเทคโนโลยีที่ต่างชาติเป็นผู้ครอบครองเป็นหลัก ทำให้มีราคาแพงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพของคนในประเทศ

ในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเทคโนโลยีรายนี้ อธิปไตยด้านเอไอสำหรับไทยไม่ได้หมายถึงการต้องครอบครองทุกอย่างตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แต่คือการมี "อำนาจต่อรอง" อยู่ในมือบ้าง เพื่อไม่ให้ประเทศตกอยู่ในสถานะผู้พึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอกเพียงฝ่ายเดียว

"ถ้าเราไม่มีข้อต่อรองอะไรเลย เราอาจไม่ได้สูญเสียประเทศ แต่มันจะส่งผลให้คุณภาพชีวิตหรือต้นทุนการใช้ชีวิตของคนในประเทศไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น" เขาระบุ

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

เมื่อบีบีซีไทยถาม ศ.ดร.ธีรณี ผู้นำขององค์การมหาชนภายใต้กำกับของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ว่าทำอย่างไรไทยจึงจะได้มาซึ่งอธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์ เธอชี้ว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีองค์ประกอบหลายส่วนทำงานเชื่อมโยงกันเป็นระบบนิเวศเดียว โดยเธอแบ่งองค์ประกอบออกเป็น 4 ข้อหลัก ได้แก่ ชิปประมวลผล, ศูนย์ข้อมูล, ข้อมูล และโมเดลเอไอ

  • 1.ชิปประมวลผล

ในระดับอุดมคติที่สุด ผอ.สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) ชี้ว่าไทยควรจะต้องมี "ชิปประมวลผล" หรือ หน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง (GPU) ที่ผลิตภายในประเทศได้เองเป็นจำนวนมาก เนื่องจากชิปเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการฝึก (train) โมเดลปัญญาประดิษฐ์ ที่ซับซ้อนและเรียกร้องพลังการประมวลผลอย่างสูง

แต่เธอชี้ว่าโอกาสที่ไทยจะสามารถผลิตชิปประเภทนี้ได้เองนั้น "ยังอีกยาวไกล"

ข้อจำกัดเรื่องการพึ่งพาชิปประมวลผลนี้ สอดคล้องกับมุมมองของเพิร์ธ ที่ประเมินว่า ตราบใดที่สหรัฐอเมริกาและจีนยังคงผูกขาดการเข้าถึงและครอบครองชิปขั้นสูง การที่ประเทศไทยจะสร้างอธิปไตยด้านเอไอได้อย่างสมบูรณ์แบบยังคงเป็นเรื่องยาก แต่การมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น เช่น การที่โรงงานในประเทศไทยรับผลิตชิ้นส่วนชิปบางส่วน ก็อาจช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองของไทยได้ในอนาคต

  • 2.ศูนย์ข้อมูล หรือดาต้าเซ็นเตอร์

ศ.ดร.ธีรณี ซึ่งเป็นอดีตนักวิชาการด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ระบุด้วยว่าไทยยังจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานอย่างศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ (data center) ซึ่งทำหน้าที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาล

ปัจจุบันประเทศไทยเริ่มมีศูนย์ข้อมูลตั้งอยู่ภายในประเทศมากขึ้น แต่ผู้อำนวยการ BDI ชี้ว่า การลงทุนและการดำเนินงานของศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาต่างชาติ ทั้งในด้านเม็ดเงินลงทุนและการเข้าถึงชิปประมวลผล ด้วยเหตุนี้ เธอจึงประเมินว่าในมิติของศูนย์ข้อมูล ประเทศไทยยัง "มีอธิปไตยอยู่เพียงบางส่วน (partially sovereign)" เท่านั้น

.
คำบรรยายภาพ, ปัจจุบันมีดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็กและขนาดกลางถูกสร้างในกรุงเทพฯ มากขึ้น เช่นอาคารดาต้าเซ็นเตอร์แห่งนี้ในย่านพระราม 9

ขณะเดียวกัน ศ.ดร.ธีรณี ชี้ด้วยว่า แม้ข้อไทยยังมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างศูนย์ข้อมูล ที่ยังต้องพึ่งการลงทุนและดำเนินการโดยต่างชาติ แต่นั่นก็ไม่ได้ปิดกั้นความพยายามของไทยในการสร้างโมเดลปัญญาประดิษฐ์ของตัวเอง เพราะประเทศไทยยังสามารถพัฒนาขีดความสามารถในอีกสองมิติที่เหลือได้

  • 3. ข้อมูล

ผอ.สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ชี้ว่าการสร้างโมเดลเอไอของไทยสามารถพัฒนาได้ด้วยการเริ่มสร้างคลังข้อมูลคุณภาพสูง โดยปัจจุบันข้อมูลจำนวนมากยังกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานภาครัฐและองค์กรขนาดใหญ่ จนเกินศักยภาพที่ธุรกิจขนาดเล็กหรือสตาร์ทอัพจะรวบรวมข้อมูลมาได้เอง

ศ.ดร.ธีรณี บอกว่า เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่จึงพยายามรวบรวมข้อมูลจากหลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย คำพิพากษา หนังสือและเอกสารทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนข้อมูลจากสื่อมวลชน มาจัดทำเป็นคลังข้อมูลกลาง (data bank) เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปพัฒนาและสร้างนวัตกรรมต่อยอดได้ง่ายขึ้น

เธอยังชี้อีกด้วยว่า ในบรรดาองค์ประกอบทั้งหมดของปัญญาประดิษฐ์ "ข้อมูล" คือสิ่งที่ไทยมีอำนาจกำหนดอนาคตของตัวเองได้มากที่สุด และจะนำไปสู่การสร้างโมเดลเอไอที่เป็นสัญชาติไทยเองได้ง่ายขึ้นด้วย

  • 4. โมเดลปัญญาประดิษฐ์

โมเดลนั้นเปรียบเสมือนสมองกลที่อยู่เบื้องหลังการทำงานของระบบปัญญาประดิษฐ์ ดังที่เราอาจรู้จักกันในชื่อ GPT-4, Gemini 2.0 หรือ Claude 3 Opus ซึ่งอยู่เบื้องหลังการทำงานของแชทบอทและผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์อื่น ๆ

ในการสร้างโมเดลเอไอ เพิร์ธ อธิบายว่า ปัจจุบันบางประเทศในยุโรปมองว่าโมเดลจากสหรัฐฯ หรือจีนอาจไม่ตอบสนองต่อภาษาและบริบทท้องถิ่นได้อย่างเต็มที่ ประเทศเหล่านี้จึงลงทุนพัฒนาโมเดลเอไอขนาดใหญ่ของตนเอง ขณะเดียวกันก็ยังมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความเป็นอิสระทางเทคโนโลยีและเสริมอธิปไตยด้านเอไอในระยะยาวด้วย เช่น กรณีของฝรั่งเศสที่สร้างโมเดล มิสทรัล (Mistral) และเยอรมนีที่สร้างโมเดล อาเลฟ อัลฟา (Aleph Alpha)

ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ฯ อธิบายเสริมว่าการสร้างโมเดลเอไอเองตั้งแต่แรกเริ่มนั้นต้องใช้ทั้งเงินและข้อมูลขนาดมหาศาล ซึ่งพิจารณาตามข้อจำกัดด้านศักยภาพของไทยแล้ว การนำโมเดลโอเพ่นซอร์ส (โมเดลที่เปิดเผยโค้ดต้นฉบับ) ที่มีอยู่แล้วจากต่างประเทศมาต่อยอดนั้นเพียงพอแล้ว โดยต้องนำมาฝึกฝนเพิ่มเติมด้วยข้อมูลภาษาไทยและข้อมูลเฉพาะของประเทศ เพื่อให้โมเดลมีความเข้าใจบริบทไทยมากขึ้น

เธอมองว่า แม้ไทยจะไม่ได้พัฒนาโมเดลขึ้นเองทั้งหมด แต่การมีข้อมูลและโมเดลที่ปรับให้เข้ากับบริบทไทยก็เพียงพอสำหรับการสนับสนุนผู้ประกอบการในระยะเริ่มต้น โดยวิธีนี้จะทำให้ภาครัฐสามารถแจกจ่ายทั้งชุดข้อมูลดิบหรือโมเดลแบบเปิด (open weight model) เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปพัฒนาต่อยอดได้

พัฒนาการโมเดลเอไอสัญชาติไทย

เพื่อทำความเข้าใจพัฒนาการของโมเดลปัญญาประดิษฐ์สัญชาติไทย บีบีซีไทยได้พูดคุยกับ กสิมะ ธารพิพิธชัย อดีตผู้ก่อตั้งโมเดลเอไอสัญชาติไทยที่ชื่อ "ไต้ฝุ่น (Typhoon)" ซึ่งริเริ่มโดยการสนับสนุนของบริษัท SCB 10X บริษัทในเครือเดียวกับธนาคารไทยพาณิชย์

กสิมะเชื่อว่าจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโมเดลเอไอภาษาไทยสามารถย้อนกลับไปได้ถึงช่วงที่ ChatGPT รุ่น GPT-3.5 เพิ่งเปิดตัวในปี 2565 อย่างไรก็ดี เขาพบว่าเอไอระดับโลกในเวลานั้นยังเข้าใจภาษาและบริบทสังคมไทยได้ไม่ดีนัก

"ถ้าคุณไปถาม GPT-3.5 เป็นภาษาไทยว่าขอสูตรไก่ย่าง มันจะตอบมาเลยว่า สิ่งแรกนะ คือตั้งเตาเป็น 450 องศาฟาเรนไฮต์... มันตอบเป็นไก่ย่างฝรั่ง" เขาเล่าย้อนพลางหัวเราะ ก่อนจะกล่าวต่อว่าประสบการณ์จากการทำงานในซิลิคอนแวลลีย์ทำให้เขาทราบว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่มักไม่ได้จัดลำดับความสำคัญของภาษาไทยเป็นอันดับต้น ๆ นั่นจึงเป็นแรงบันดาลใจให้เขาต้องการพัฒนา "ไต้ฝุ่น" ซึ่งกลายมาเป็นเอไอประเภทโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model - LLM) ที่ใช้ภาษาไทยโมเดลแรก ๆ

ในช่วงเวลาเดียวกัน แวดวงผู้พัฒนาเอไอของไทยก็เริ่มรวมตัวกันมากขึ้น โดยข้อมูลจากโครงการ OpenThai ระบุว่า กลุ่มอาสาสมัครผู้พัฒนาเอไออิสระได้จัดกิจกรรมพบปะกันครั้งแรกในเดือน ก.พ. 2566 และการพบปะครั้งนั้นได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการ OpenThaiGPT ที่พัฒนาแชทบอทภาษาไทยขึ้นมา โดยตลอดปีนั้นกลุ่มนักพัฒนาอิสระนี้ได้ทยอยเปิดตัวโมเดลเอไอต้นแบบหลายขนาด พร้อมเปิดให้มีการใช้งานในเชิงพาณิชย์และเผยแพร่ในรูปแบบโอเพ่นซอร์ส

ต่อมาการพัฒนาโมเดลเอไอภาษาไทยได้ขยับจากกลุ่มนักพัฒนาอิสระไปสู่ภาควิชาการและองค์กรขนาดใหญ่ เช่น ในเดือน พ.ค. 2566 สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ซึ่งก่อตั้งโดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้เปิดตัวโมเดล WangChanGLM สำหรับงานเฉพาะทาง เช่น การแพทย์ กฎหมาย และการเงิน

ต้นปีถัดมา (2567) ทีม SCB 10X ก็ได้เปิดตัวโมเดลตระกูลไต้ฝุ่น โมเดลภาษาไทยเพื่อจุดประสงค์ด้านธุรกิจ การเงินและการศึกษา ขณะที่บริษัทกสิกร บิซิเนส เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) เปิดตัวโมเดล THaLLE หรือ "ทะเล" โมเดลภาษาไทยเฉพาะทางสำหรับการวิเคราะห์และการให้คำแนะนำด้านการเงินและการลงทุนและในช่วงปลายปี ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ก็เปิดตัวโมเดล Pathumma LLMเพื่อเป็นโมเดลภาษาไทยอเนกประสงค์สำหรับภาครัฐ รองรับข้อความ เสียง และภาพ

ทั้งนี้ ศ.ดร.ธีรณี กล่าวว่าผู้พัฒนาแต่ละแห่งเผชิญปัญหาคล้ายคลึงกัน นั่นคือขาดแคลนบุคคลกรที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาและฝึกฝนโมเดลเอไอซึ่งยังมีอยู่ไม่มากในประเทศไทย ขณะที่การพัฒนาโมเดลขนาดใหญ่ต้องอาศัยทีมงานจำนวนมากและความร่วมมือจากหลายภาคส่วน

ผอ.สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ระบุว่า ด้วยเหตุนี้องค์กรของเธอจึงร่วมมือกับ NECTEC พร้อมทั้งหน่วยงานวิชาการต่าง ๆ เช่น VISTEC, มหาวิทยาลัยมหิดล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลอดจนภาคเอกชนและสมาคมผู้ประกอบการ จัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือเพื่อระดมทรัพยากร บุคลากร และงบประมาณมาพัฒนาโครงการร่วมกัน กลายเป็นโครงการที่ชื่อว่า "Thai LLM" ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือน พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา

ข้อมูลจากเว็บไซต์ของโครงการ Thai LLM ระบุว่าโครงการนี้เปิดให้ผู้พัฒนาโมเดลที่มีอยู่แล้ว อย่างเช่นโมเดล OpenThaiGPT, Pathumma, Typhoon-S และ THaLLE ได้ร่วมกันใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ที่กระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน เช่น ฐานข้อมูลภาษาไทย และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ "LANTA" ซึ่งเป็นระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงสำหรับงานวิจัยและประมวลผลขนาดใหญ่ของไทย

เว็บไซต์ดังกล่าวยังระบุด้วยว่า โครงการฯ ยังรวมถึงการพัฒนา "โมเดลกลาง" ขึ้นมาเองด้วย โดยเปิดให้หน่วยงานพันธมิตรนำโมเดลดังกล่าวไปต่อยอดและผสานเข้ากับโมเดลเฉพาะทางของตนเอง เพื่อพัฒนาเป็นบริการและการใช้งานในด้านต่าง ๆ

.

ที่มาของภาพ, THAISC

คำบรรยายภาพ, ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ "LANTA (ลันตา)" ของไทย

กสิมะกล่าวว่า เขาอยากเห็นประเทศไทยมีโมเดลเอไอที่พัฒนาขึ้นเองและสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าทรัพยากรและเงินทุนของไทยยังมีข้อจำกัดอย่างมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ โดยหากไทยต้องการทุ่มทรัพยากรเพื่อผลิตปัญญาประดิษฐ์ของตนเองให้สามารถแข่งขันได้อาจต้องใช้เงินถึงหลักพันล้านบาท แต่ก็ยัง "สู้ไม่ได้" กับเม็ดเงินที่บริษัทระดับโลกอย่างโอเพ่นเอไอ (OpenAI) หรือ แอนโทรปิก (Anthropic) ทุ่มในการพัฒนาอยู่

"จริง ๆ ผมคิดว่าสิ่งที่ยากที่สุดก็อาจจะเป็นว่า คนก็ไม่เข้าใจว่าเราต้องทำแข่งบริษัทพวกนี้ทำไม ทำเพื่ออะไร ทำไมต้องเสียแรงวิจัย ทุ่มทุน ทุ่มแรงไปทางนี้"

ความเห็นของกสิมะสอดคล้องกับความเห็นของ ผอ.BDI ซึ่งกล่าวว่าการพัฒนา Thai LLM ต้องอาศัยงบประมาณและการสนับสนุนจากภาครัฐด้วย โดยการของบประมาณสำหรับโครงการในระยะแรกเกิดขึ้นในช่วงที่ประเด็นอธิปไตยด้านเอไอยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก ทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะได้รับเงินสนับสนุนก้อนแรก

อย่างไรก็ตาม เธอมีความหวังว่าการขอรับงบประมาณในอนาคตอาจทำได้ง่ายขึ้น โดยเชื่อว่าเหตุการณ์การกีดกันระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อนให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจในไทยได้เห็นถึงความสำคัญของการมีอธิปไตยด้านเอไอของประเทศแล้ว

"แผนต่อไปคือทำภาษาถิ่น" ศ.ดร.ธีรณี บอกกับบีบีซีไทย "ถ้าเราไม่ทำก็คงไม่มีใครทำ"

จำเป็นไหม ที่ต้องมีเอไอสัญชาติไทยเอง

เมื่อบีบีซีไทยถามว่าในวันนี้การมีความมั่นคงในอธิปไตยด้านปัญญาประดิษฐ์สำคัญแค่ไหน เพิร์ธ ตอบโดยเปรียบเทียบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กับ "อินเทอร์เน็ต" ที่เริ่มจากเป็นนวัตกรรมที่สังคมองว่าเป็น "แค่ของเล่น" แต่ต่อมาได้กลายเป็นสิ่งสามัญประจำบ้าน

เขาบอกว่าปัจจุบันหากอินเทอร์เน็ตขาดหายไปกะทันหัน คนในสังคมอาจไม่ได้ตายทันทีเหมือเวลาขาดอาหาร แต่ก็จะกระทบกับระบบเศรษฐกิจ โลจิสติกส์ และสายส่งอุปทานของสินค้าและบริการต่าง ๆ

"ถ้าย้อนไป 2-3 ปีที่แล้ว คนอาจจะมองว่า ChatGPT เป็นแค่ของเล่นเหมือนกัน เอาไว้จัดทริปเที่ยว แต่ตอนนี้ผมคิดว่าเอไอกำลังจะกลายเป็น 'สาธารณูปโภคพื้นฐาน' ไม่ต่างกัน"

"ในอนาคตถ้าเอไอถูกเชื่อมต่อ (integrate) เข้ากับระบบธนาคาร การแพทย์ หรือสายการบิน แล้วเกิดล่มหรือเราโดนตัดการเข้าถึงไปสัก 1-2 เดือน ผลกระทบมันจะมหาศาลมาก" อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุ

ด้าน ศ.ดร.ธีรณี มองตรงกันว่า การที่ในปัจจุบันไทยไม่สามารถควบคุมต้นทุนค่าบริการปัญญาประดิษฐ์ได้ก็นับว่าเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจของไทยเช่นกัน เนื่องจากหากวันใดผู้ให้บริการปัญญาประดิษฐ์ในต่างประเทศอยากปรับราคา ก็จะทำให้ต้นทุนของภาคธุรกิจในไทยเพิ่มขึ้นและจะกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันในที่สุด

ขณะที่ กสิมะ ธารพิพิธชัย ผู้ก่อตั้งโครงการโมเดลภาษา "ไต้ฝุ่น" มองว่าการที่ไทยต้องมีอธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์นั้นเป็นเรื่องใหญ่ที่ก้าวข้ามเรื่องของเศรษฐกิจและการบริโภค สำหรับเขาแล้วมันยังส่งผลถึงความมั่นคงทางวัฒนธรรมด้วย

"หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ในเมื่อประเทศไทยใช้ซอฟต์แวร์จากต่างประเทศมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นไมโครซอฟท์เวิร์ด (Microsoft Word) หรือบริการของกูเกิล (Google) แล้วเอไอแตกต่างจากสิ่งเหล่านั้นอย่างไร" ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีผู้มีประสบการณ์สิบปีที่ซิลิคอนแวลลีย์กล่าว

"ซอฟต์แวร์ในอดีตเป็นเพียงเครื่องมือหรือกรอบการทำงานที่มนุษย์นำความคิดของตัวเองเข้าไปใช้ แต่เอไอแตกต่างออกไป เพราะเอไอทำงานผ่านภาษา และภาษาก็ผูกพันกับวัฒนธรรมโดยตรง " เขาระบุ

กสิมะมองว่าผลกระทบของเอไอต่อภาษานั้นได้เริ่มฉายให้เห็นชัดแล้ว โดยเขาระบุจากการสังเกตของตนเองว่า ภาษาไทยที่ผลิตโดยปัญญาประดิษฐ์นั้นมี "สไตล์" แบบอเมริกัน

เขาเชื่อว่าแม้ไม่อาจเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ในทันที แต่เมื่อภาษาเปลี่ยนแปลงทีละน้อย วัฒนธรรมไทยก็จะค่อย ๆ ถูกกลืนกินไปช้า ๆ เขาเรียกขั้นตอนนี้ว่า "การล่าอาณานิคมทางดิจิทัล (digital colonisation)"

"ถ้าเราไม่พยายามสร้างเอไอที่พูดภาษาของคนไทย มันก็จะถูกกลืนกินเข้าไป... ท้ายที่สุด คนอาจจะเริ่มคิดเหมือนชาวอเมริกัน หรือคิดเหมือนคนต่างชาติ" ผู้ก่อตั้งโมเดลภาษาไต้ฝุ่นที่เติบโตที่สหรัฐอเมริการะบุ "ผมอาจจะอยู่ที่อเมริกานาน เลยรู้สึกให้คุณค่ากับความเป็นไทยมาก ผมก็เลยมีความกังวลเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่าอีกสัก 10-20 ปี เราอาจจะมีความเป็นอเมริกันมากกว่าที่เราอยากเป็นกัน"