ข้อสังเกตจาก สส. พรรคประชาชนต่อสารพัดโครงการภายใต้สังกัดกระทรวงดีอีในการอภิปรายงบ 2570 วาระ 2

สภา

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

Published
เวลาอ่าน: 7 นาที

ในวันที่สองของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระที่ 2 (พิจารณาเป็นรายมาตรา) ปรากฏว่าบรรดา สส. เพิ่งโหวตผ่านงบไปได้เพียง 3 มาตรา (จนถึงเวลา 19.30 น. ของวันที่ 8 ก.ย.)

หนึ่งในนั้นคือ งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) วงเงิน 5,511 ล้านบาท ซึ่งถูกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 สภาผู้แทนราษฎร ปรับลดงบลง 25.85 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.47% ของงบเดิมที่ตั้งไว้ 5,536.856 ล้านบาท โดยมี กมธ. ขอสงวนความเห็น และ สส. ขอสงวนคำแปรญัตติ โดยขอปรับลดงบลงตั้งแต่ 1-48.83%

สส. ฝ่ายค้านได้อภิปรายชี้ให้เห็นความไม่ชอบมาพากลหรือไม่เหมาะสมในการเสนอโครงการของหน่วยงานภายใต้สังกัดดีอี

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570

หน่วยงานแรก กรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งถูก กมธ. ปรับลดงบลง 15.8 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.46% จากงบเดิมที่ตั้งไว้ 3,466.72 ล้านบาท เหลือ 3,450.91 ล้านบาท

โครงการที่ สส. พรรคประชาชน (ปชน.) หยิบยกมาพูดถึงคือ โครงการยกระดับพยากรณ์อากาศรายละเอียดสูงเพื่อรับมือภัยพิบัติและเตือนภัยธรรมชาติ วงเงิน 492 ล้านบาท ซึ่งเพียงโครงการเดียวคิดเป็นงบ 14.3% ของงบประมาณทั้งกรม

นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรค ปชน. ในฐานะอนุ กมธ.งบประมาณ กล่าวว่า ความจริงโครงการนี้ขอเป็นงบผูกพันข้ามปี 3 ปี วงเงินราว 1,500 บาท แต่วันที่กรมอุตุฯ มาชี้แจงต่อคณะอนุ กมธ. งบประมาณ เอกสารสำคัญ, ร่างขอบเขตของงาน หรือทีโออาร์ (Terms of Reference - TOR) ก็ไม่มี มาด้วยเอกสารแผ่นเดียว "เราไล่กลับไป พอกลับมาใหม่ ก็ยังไม่สมบูรณ์ จนรายงานของคณะอนุ กมธ. ต้องเขียนเตือนเอาไว้ว่า ขอให้ส่งข้อมูลให้ครบและพิสูจน์ความคุ้มค่าให้ได้" ส่วนตัวเสนอให้ชะลอโครงการนี้ไว้ก่อน แต่แพ้โหวตในที่ประชุมอนุ กมธ. 4 ต่อ 3

สส. พรรคสีส้มกล่าวว่า ภายหลังการประชุมในวันนั้น ได้รับ "เอกสารนิรนามจากผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม" จำนวน 4 หน้า ซึ่งมีรายละเอียดที่รัฐบาลควรตรวจสอบต่อไปถึงแม้เบาะแสที่ให้มาอาจยังไม่ใช่ข้อสรุปก็ตาม โดยกรมอุตุฯ ระบุว่า ได้ทำการพิสูจน์แนวคิด (Proof of Concept – POC) กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2568-ก.พ. 2569 ขณะที่เอกสารผู้ให้เบาะแสอ้างว่ามีใบเสนอราคาของบริษัทนี้ส่งถึงอธิบดีกรมอุตุฯ ตั้งแต่ 4 ธ.ค. 2568 วงเงิน 497.55 ล้านบาท

"ถ้าเอกสารนี้มีอยู่จริง หมายความว่าแพคเกจและราคาเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเริ่มทำ POC ก่อนการทดลองจะจบด้วยซ้ำ ต่อมารัฐบาลก็ตั้งงบ 492 ล้าน ต่ำกว่าใบเสนอราคาแค่ 5.55 ล้านบาท หรือเพียงแค่ 1% นี่คือราคาที่เกิดจากการสำรวจตลอดอย่างอิสระ หรือเป็นงบที่เดินตามใบเสนอราคาของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง ถ้าเอกสารไม่จริง ขอให้กรมนำต้นฉบับและทะเบียนรับเอกสารมาโต้แย้ง ถ้าจริงรัฐบาลต้องตอบว่าใครรู้วงเงินก่อน และใครได้รับโอกาสให้ทดสอบโครงการนี้ก่อนหรือไม่" นายภัณฑิลกล่าว

สส. ภัณฑิลตั้งข้อสังเกตต่อโครงการของกรมอุตุนิยมวิทย

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, สส. ภัณฑิลตั้งข้อสังเกตต่อโครงการของกรมอุตุนิยมวิทยา

สส. รายนี้ยังตั้งคำถามด้วยว่า การให้บริษัทเอกชนหนึ่งได้ทดลองเชื่อมต่อระบบ ทำให้ผู้ใช้บริการรายนั้นได้รับข้อมูลเหนือกว่าคู่แข่งหรือไม่ ผู้ให้บริการรายอื่นได้รับสิทธิได้รับข้อมูลเรดาร์ สถานีตรวจอากาศ API และพื้นที่ทดลองภายใต้เงื่อนไขเดียวกันหรือไม่ และยังเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลว่าการพยากรณ์อากาศภายใต้ระบบใหม่มูลค่า 492 ล้านบาท แม่นยำเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเท่าใด, เตือนล่วงหน้าเพิ่มกี่นาที, พื้นที่ได้รับความเสี่ยงเตือนประชาชนได้กี่คน

ต่อมา นายบุญลือ ประเสริฐโสภา สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานอนุ กมธ. งบประมาณ กล่าวยืนยันว่า ได้พิจารณาโครงการนี้อย่างรอบคอบ และคำนึงถึงงบทุกบาททุกสตางค์ จึงให้กรมอุตุฯ กลับไปทำรายละเอียดและเอกสารใหม่ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องขออนุมัติวงเงิน ซึ่งหลังจากกรมมาชี้แจงเป็นครั้งที่ 2 ก็ให้การผ่านไป และผมกำชับให้ดำเนินโครงการในปี 2570

หน่วยงานที่สอง สำนักงานสถิติแห่งชาติ กมธ. หั่นงบไปเพียง 100,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.04% ของงบเดิมที่ตั้งไว้ 277.11 ล้านบาท เหลือ 277.01 ล้านบาท

นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน. และอนุ กมธ.งบประมาณ อภิปรายโครงการทำความสะอาดข้อมูลและบูรณาการข้อมูล วงเงิน 44 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นค่าจัดหาครุภัณฑ์ซอฟต์แวร์ 33.97 ล้านบาท และโครงการพัฒนาระบบสนับสนุนการวิเคราะห์และสรุปข้อมูลสถิติ วงเงิน 37.42 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นค่าจัดหาครุภัณฑ์ซอฟต์แวร์ 27.68 ล้านบาท รวม 2 โครงการมีค่าซอฟต์แวร์ 67.66 ล้านบาท ทำให้เกิดคำถามว่าซอฟต์แวร์อะไรถึงมีมูลค่า 30 ล้านบาท

ในฐานะที่ทำงานในอุตสาหกรรมดิจิทัลมา 20 ปี นายอิสริยะบอกว่า หากไปซื้อซอฟต์แวร์ระดับโลกอาจพอเข้าใจได้ แต่ใน TOR ของโครงการแรกเขียนว่า ซอฟต์แวร์ Data Cleansing เป็นซอฟต์แวร์สำเร็จรูป ไม่มีราคากลาง จึงใช้วิธีสืบราคาจากใบเสนอราคา 3 ใบ 3 ซอฟต์แวร์ ได้แก่ ซอฟต์แวร์ตัวแรกชื่อ CleanData AI – Crystalflow 1.0, ซอฟต์แวร์ตัวที่สอง StatClean AI – ClearWave 2.0, และซอฟต์แวร์ตัวที่สาม Cleansync – FusionCore 3.0 ซึ่งพอเอาชื่อซอฟต์แวร์ไปค้นหาข้อมูลในเสริชเอนจินอย่างกูเกิล ก็ไม่เจอข้อมูล อย่างไรก็ตามเขาบอกว่าบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์ตัวที่สาม Cleansync – FusionCore 3.0 เป็นคนละบริษัทกับที่มาเสนอใบราคา

เช่นเดียวกับโครงการที่สอง ใบเสนอราคา 3 ใบก็เป็นแบบเดียวกัน ซอฟต์แวร์ตัวแรกชื่อ Smart Data Summary System – DataScope 1.0, ซอฟต์แวร์ตัวที่สองชื่อ WebStat AI Insight Engine 1.0, ซอฟต์แวร์ตัวที่สามชื่อ Datagits Alpha Insight 2.0 ซึ่งพอเอาชื่อซอฟต์แวร์ไปเสริชในกูเกิลก็ไม่เจอข้อมูล "ไม่มีตัวตนบนอินเตอร์เน็ต แปลว่าซอฟต์แวร์ที่อยู่ในใบเสนอราคาเสกชื่ออะไรมั่ว ๆ ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ทราบ"

เขาจึงสรุปข้อค้นพบจากโครงการของสำนักงานสถิติแห่งชาติว่า ได้ขอซื้อซอฟต์แวร์สำเร็จรูปมูลค่าสูงหลักหลายสิบล้าน โดยมีรูปแบบคือ มีใบเสนอราคา 3 ใบ จาก 3 บริษัทชุดเดียวกันใน 2 โครงการ, การตั้งชื่อซอฟต์แวร์ในใบเสนอราคาเป็นแพตเทิรน์เดียวกัน, และขอซื้อซอฟต์แวร์ที่ไม่มีตัวตนจริง 2 ใบเพื่อเป็นตัวหลอก เป็นคู่เทียบ

นายอิสริยะกล่าวว่า ในฐานะที่อยู่วงการดิจิทัลมานาน ไม่รู้จักชื่อซอฟต์แวร์เหล่านี้เลย ก็เกิดการเอ๊ะขึ้นมา ขอบคุณ กมธ. ที่รับฟังปัญหา และตัดโครงการแบบนี้ไปแล้ว "แต่พฤติกรรมแบบนี้ชวนให้คิดว่าหน่วยงานรัฐมีโครงการในลักษณะนี้ที่เป็นซอฟต์แวร์ปลอมหรือไม่ จึงอยากให้ตรวจสอบย้อนหลัง"

หน่วยงานที่สาม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดีป้า (Digital Economy Promotion Agency - DEPA) กมธ. หั่นงบไป 2 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.31% ของงบเดิมที่ตั้งไว้ 655.6 ล้านบาท เหลือ 653.6 ล้านบาท

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายโครงการงบบัญชีบริการดิจิทัล วงเงิน 64.7 ล้านบาท ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ มีโครงการให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี (SME) ใช้เทคโนโลยีของคนไทย คือผู้ประกอบการสามารถมาขึ้นทะเบียนกับดีป้าได้ และมีการได้สิทธิพิเศษต่าง ๆ เมื่อใครเข้าสู่โครงการนี้แล้วสามารถเอาธุรกิจขายเข้าไปยังโครงการรัฐ ซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่ของหลายคนที่ทำธุรกิจเทคโนโลยีสตาร์ตอัป คือการขายให้ภาครัฐเป็นลูกค้าคนแรก และสามารถเข้าไปขายในกลุ่มภาคธุรกิจเอกชนเช่นเดียวกัน โดยสามารถหักภาษีได้สูงถึง 200%

สส.ภาวุธ เสนอให้ตัดงบกระทรวงดีอี 1 บาท หลังพบความไม่คุ้มค่าของโครงการงบบัญชีบริการดิจิทัลของ DEPA

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, สส.ภาวุธ เสนอให้ตัดงบกระทรวงดีอี 1 บาท หลังพบความไม่คุ้มค่าของโครงการงบบัญชีบริการดิจิทัลของ DEPA

นายภาวุธกล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการ 162 รายขึ้นทะเบียนกับดีป้า และมีสินค้าและบริการ 957 รายการ อย่างไรก็ตามเอกชนที่มาลงทะเบียนนี้มีน้อยรายมากที่จะขายโครงการให้ภาครัฐได้ ทั้งที่สิ่งที่สตาร์ทอัพต้องการให้รัฐสนับสนุนด้วยการที่ "รัฐเป็นลูกค้าคนแรก" แต่กลับไม่เกิดขึ้น

สส. รายนี้จึงเสนอให้สร้างผู้ประกอบการสู่ระบบมากกว่านี้ เพราะปัจจุบันมีเพียง 162 ราย จากทั้งหมด 30,000 ราย, ให้กระทรวงดีอีเป็นหัวหอกเจรจาร่วมกับกรมบัญชีกลางหรือกระทรวงคลังว่าต้องซื้อซอต์แวร์ไทยที่อยู่ในบัญชีก่อน ถ้าไม่มีค่อยซื้อจากต่างประเทศ, ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องบัญชีนวัตกรรมซ้ำซ้อน ทั้งบัญชีเอสเอ็มอี บัญชีบริการดิจิทัล และบัญชีนวัตกรรม ควรบูรณาการเพื่อปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้ใช้บริการได้ในที่เดียว, ไม่ควรวัดผลสำเร็จด้วยจำนวนคนที่มาร่วมงาน แต่ควรวัดจำนวนลูกค้าและรายได้ที่ผู้ประกอบการได้ จึงเสนอให้ตัดงบของดีป้า 1 บาท เพื่อกระตุกให้คนรู้จักโครงการนี้

ชาดา ไทยเศรษฐ์ (เสื้อสีครีม) และเหล่า สส. ภูมิใจไทยในระหว่างประชุมสภาเพื่ออภิปรายงบปี 2570 ในวาระที่ 2 เป็นวันที่สอง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ชาดา ไทยเศรษฐ์ (เสื้อสีครีม) และเหล่า สส. ภูมิใจไทยในระหว่างประชุมสภาเพื่ออภิปรายงบปี 2570 ในวาระที่ 2 เป็นวันที่สอง
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภา และเพื่อนร่วมพรรคของเขา

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภา และเพื่อนร่วมพรรคของเขา

ขณะที่โครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1,621 ล้านบาท ไม่ได้ขอใช้งบปี 2570 ในการดำเนินการตรง ๆ แต่อยู่ในกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สดช.) จึงไม่มี สส. รายใดอภิปรายเกี่ยวกับโครงการนี้ หลังเปิดให้คนไทยลงทะเบียนเพื่อให้ได้สิทธิใช้งาน AI ระดับ Pro จำนวน 5 ล้านสิทธิ ทว่ามีผู้สนใจมาลงทะเบียนจริงเพียง 1.47 ล้านคน

ภายหลังอภิปรายราว 1 ชม. 45 นาที ที่ประชุมสภาลงมติเห็นด้วยกับมาตรา 14 งบประมาณของกระทรวงดีอีและหน่วยงานในกำกับ ตามที่ กมธ. เสียงข้างมากแก้ไข ด้วยคะแนนเสียง 280 ต่อ 141 เสียง งดออกเสียง 53 เสียง

การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ในวาระ 2 จะดำเนินต่อไปจนรครบ 41 มาตรา จากนั้นสภาจะพิจารณาวาระ 3 ให้ความเห็นชอบทั้งฉบับหรือไม่ต่อไป