"น้ำซัดทุกอย่างไปหมดเลย" ผู้รอดชีวิตชาวเนปาลเล่านาทีเห็นครอบครัวถูกน้ำพัดไปต่อหน้าต่อตา

A group of muddy rescue and recovery workers are riding on the front bucket of a yellow excavator in thick mud and debris. Several of the individuals are wearing high-visibility safety vests, and one is wearing a yellow safety helmet.

ที่มาของภาพ, EPA

    • Author, บีบีซีแผนกภาษาเนปาล และกาเบรียลา โพเมรอย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 3 นาที

ผู้รอดชีวิตจากเหตุน้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่ในเนปาลเล่านาทีที่พวกเขาเห็นคนที่รักหายไปกับกระแสโคลนที่เชี่ยวกรากต่อหน้าต่อตา

เหตุน้ำท่วมครั้งรุนแรงถล่มหมู่บ้านบริเวณพรมแดนระหว่างเนปาลกับทิเบตเมื่อวันพุธ (26 ส.ค.) ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 160 คน และอีก 800 คนต้องสูญหาย เหตุการณ์ครั้งนี้รุนแรงจนนักแผ่นดินไหววิทยาประเมินในตอนแรกว่าคือเหตุแผ่นดินไหว

วันพฤหัสบดี (27 ส.ค.) เจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เดินหน้าค้นหาต้องเดินฝ่าโคลนหนาทึบและซากปรักหักพังขณะที่ทางการเนปาลเร่งนำความช่วยเหลือและสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

"ครอบครัวของฉันถูกน้ำพัดไปต่อหน้าต่อตาฉัน" กัลปนา มัลลา ชาวเนปาลจากเขตนูวาโกตบอกกับบีบีซี

มัลลาเล่าว่า ทั้งพ่อ แม่ น้องสาว และหลานซึ่งเป็นลูกของน้องสาวของเธอ ถูกภัยพิบัติครั้งนี้พรากไปทั้งหมด

"พวกเขาหนีน้ำหลากไม่พ้น มันไม่มีโอกาสเลย" เธอกล่าว "น้ำท่วมครั้งนี้ซัดทุกอย่างไปหมดเลย ฉันกับลูกชายปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านและรอดมา แต่ฉันอธิบายไม่ถูกด้วยซ้ำว่าตอนนั้นปีนขึ้นไปได้ยังไง"

สุกัม มัลลา เล่าว่าเขาช่วยชีวิตแม่ไว้ด้วยการดึงมือเธอขึ้นมา

เขาบอกว่าเขาเอาโทรศัพท์ของตัวเองให้กับน้องสาวไป เพื่อให้เธอสามารถติดต่อมาได้ แต่ตอนนี้ไม่สามารถติดต่อโทรศัพท์เครื่องนั้นได้แล้ว

"ผมกลัวว่าเธอจะถูกน้ำพัดไปแล้ว"

โกมา ปัณฑิต หญิงสาวอีกราย บอกว่าเธอสูญเสียควายและปศุสัตว์อื่น ๆ ที่เลี้ยงไว้ไปหลายตัว

"สวนของฉันก็ถูกกวาดไปด้วย เมล็ดมัสตาร์ดสิบกระสอบ เมล็ดข้าวและข้าวโพดหลายตันไปหมดเลย ไม่มีอะไรเหลือเลย"

A person struggles through thick, grey mud and shallow floodwater in a heavily damaged urban area. In the background, a yellow excavator stands on the mud-covered route.

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

ที่โรงพยาบาลฝึกหัดนักศึกษาแพทย์ทียู (TU Teaching Hospital) ในกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาล มีครอบครัวของผู้ที่สูญหายไปกับกระแสน้ำหลายคนมาเฝ้ารอติดตามข่าวคราวด้วยความกระวนกระวายใจ

ราม กุมารี เศรษฐา ที่กำลังถือโทรศัพท์ไว้ในมือ บอกว่า "นี่คือสามีของฉัน เขาไปที่เขตราสุวาเพราะว่าเขาต้องไปทำงานขับรถ เขาติดต่อกับฉันอยู่จนถึงสองทุ่มเมื่อคืนนี้"

"แต่เช้าวันนี้ฉันติดต่อเขาไม่ได้เลย โทรศัพท์ของเขาปิดเครื่องไปแล้ว" เธอบอกกับบีบีซี

มานี เศรษฐา บิศวะ คืออีกคนที่มาค้างแรมที่โรงพยาบาลแห่งนี้ตั้งแต่คืนวันพุธ (26 ส.ค.) เพื่อหวังจะได้ยินข่าวของน้องชาย ญาติ ลุง และเพื่อนของเธอ

"ผมติดต่อพวกเขาครั้งสุดท้ายเมื่อเวลา 8.30 น. ที่ผ่านมา" เขาบอก

โซนัม ดอร์จี ไกด์เดินป่าระยะไกล ออกจากบ้านที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมเมื่อเวลา 8.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นเวลาราวหนึ่งชั่วโมงก่อนเกิดน้ำหลาก

ในขณะที่เขากำลังขับรถเข้าสู่กรุงกาฐมาณฑุ ดอร์จีบอกกับบีบีซีว่า เขาได้ยินเสียงของกระแสน้ำที่กำลังพุ่งถล่มหมู่บ้านของเขา

"[เสียง] มันเหมือนกับแผ่นดินไหว" เขาเล่า "บ้านผมพังทลายไปแล้ว... ผมเห็นจากรูปภาพ"

ดอร์จีบอกว่าน้องสาวของเขา เดเชน ตามัง สูญหายไปพร้อมกับสามีของเธอและคนอื่น ๆ ในครอบครัวอีกหลายคน

เขาพูดถึงอุทกภัยครั้งนี้ว่ามันเกิดขึ้น "อย่างฉับพลันและสร้างความเสียหายชนิดทำลายล้าง"

"ผู้รอดชีวิตหลายคนไม่เหลือบ้านให้อยู่แล้ว และพวกเขาต้องการการช่วยเหลือและอพยพฉุกเฉิน รวมถึงต้องการอาหาร ที่พักชั่วคราว และการสนับสนุนทางการแพทย์"

เขาภาวนาให้ได้พบน้องสาวในสภาพรอดชีวิต "ยังมีโอกาส 10% ผมยังหวัง" เขากล่าว