พวกเขาขายทุกอย่างทิ้ง แล้วซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวพาลูกสามคนออกเที่ยวทั่วโลก

Wooldridge family
คำบรรยายภาพ, ทอม, มอร์แกน, จอร์จ, แดนี และโอลิเวีย วูลดริดจ์ ในอินโดนีเซีย สถานที่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางรอบโลกโดยไม่มีกำหนดวันสิ้นสุดที่แน่นอน
    • Author, นาตาลี กรีซ
    • Role, บีบีซีเวลส์
  • Published
  • เวลาอ่าน: 9 นาที

แดนี และทอม วูลดริดจ์ ทุ่มเทแปลงโฉมบ้านที่สร้างมาตั้งแต่ยุค 1970 ให้เป็นบ้านแสนสุขของพวกเขาหลังจากทั้งคู่ซื้อมันมาเมื่อ 7 ปีก่อน

แดนี พยาบาลวัย 39 ปียังมีธุรกิจเสริมความงาม ขณะที่ทอมวัย 38 ปีมีธุรกิจก่อสร้าง พวกเขามีลูก 3 คนเป็นครอบครัวขยายที่มีความใกล้ชิดและมีเพื่อนฝูงมากมาย ถือว่าเป็นชีวิตที่มีความสุขในระดับหนึ่ง

แต่เมื่อเดือน พ.ค. ในปีนี้เอง ครอบครัวของแดนีและทอมที่มีกันอยู่ 5 คนขายข้าวของทั้งหมดและบ้านของพวกเขาทิ้งไป ซื้อตั๋วเครื่องบินขาเดียวเพื่อเดินทางไปยังอินโดนีเซีย โดยข้าวของที่เป็นสมบัติส่วนสุดท้ายที่เหลืออยู่บนโลกถูกบรรจุในกระเป๋าเป้สะพายหลัง แล้วเก็บมันไว้ในช่องสัมภาระเครื่องบิน

การเดินทางของครอบครัวนี้ยังมีลูก ๆ ของพวกเขาทั้งสามคน ได้แก่ โอลิเวียวัย 12 ขวบ, มอร์แกนวัย 7 ขวบ และจอร์จในวัย 4 ขวบ ครอบครัววูลดริดจ์วางแผนว่าพวกเขาจะออกท่องโลกโดยไม่มีการกำหนดจุดหมายปลายทางไว้และหวังว่าจะได้เห็นทวีปต่าง ๆ บนโลกทุกแห่งหน

Wooldridge family
คำบรรยายภาพ, อาหารอร่อยและแสงแดด เป็นข้อดีของวิถีชีวิตใหม่ที่พวกเขาสัมผัสได้ทันที

เมื่อเวลาผ่านไปห้าเดือน แดนีและทอมวิดีโอคอลจากเกาะลอมบอกของอินโดนีเซียมาเพื่ออธิบายว่าตนตัดสินใจเดินทางมายังชายฝั่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างไร

ทั้งสองคนเคยเดินทางท่องเที่ยวเป็นระยะเวลาหนึ่งในช่วงอายุยี่สิบต้น ๆ ในขณะนั้นเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวในช่วงพักจากการเรียนหรือที่เรียกกันทั่วไปว่าแกปเยียร์ (gap year) และพวกเขาก็ชื่นชอบการไปเที่ยวพักผ่อน โดยเฉพาะสถานที่ที่มีอากาศแจ่มใสและแสงแดดอบอุ่น

แดนีกล่าวว่า "เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราคุยกันอยู่เสมอ แต่พอเราเริ่มมีลูก มีภาระผ่อนบ้าน และมีเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เข้ามาในชีวิต เราก็จะเริ่มคิดว่า โอ้... มันยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม"

แต่เมื่อเกือบสองปีก่อน ครอบครัวนี้ได้เดินทางไปพักผ่อนที่ประเทศไทยในช่วงเทศกาลคริสต์มาส

ทอมกล่าวว่า "เราโชคดีมากที่ได้ใช้เวลาอยู่ที่นั่นนานถึงหนึ่งเดือน เราเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วพร้อมกับลูก ๆ ซึ่งตอนนั้นพวกเขายังอายุน้อยกว่าตอนนี้เกือบสองปี และพวกเขาก็ปรับตัวได้ดีมาก"

"ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นมาก และมันยอดเยี่ยมมากจริง ๆ ที่ได้เห็นลูก ๆ สัมผัสกับโลกที่แตกต่างไปจากโลกที่พวกเราทุกคนเติบโตมาอย่างสิ้นเชิง การได้ออกสำรวจสถานที่ต่าง ๆ ไปพร้อมกับพวกเขาทำให้เรารู้สึกดีมากจริง ๆ" ทอมกล่าวเสริม

แดนีกล่าวว่า ประสบการณ์ครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกเขาสนใจค้นคว้าหาข้อมูลมากขึ้น และเริ่มพบปะพูดคุยกับครอบครัวอื่น ๆ ที่ตัดสินใจออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลกเช่นเดียวกัน

"เราลองเขียนเหตุและผลออกมาดูหลากหลายข้อ ทั้งข้อดีมากมายหลายข้อและข้อเสียอีกจำนวนมาก" แดนีกล่าว

"เราจะทำแบบนี้ได้จริงหรือ? แล้วเราจะให้ลูก ๆ เรียนหนังสือต่อไปได้ยังไง เรามีบ้าน มีธุรกิจของตัวเอง และมีเส้นทางอาชีพที่สร้างไว้ แล้วเราจะจัดการกับสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดยังไงกันดี?"

Their travels across the Indonesian archipelago took them to visit this Komodo "dragon", one of the largest reptiles on earth
คำบรรยายภาพ, การเดินทางของพวกเขาไปทั่วหมู่เกาะอินโดนีเซีย ทำให้พวกเขาได้ไปเยี่ยมชม "มังกร" โคโมโด ซึ่งเป็นหนึ่งในสัตว์เลื้อยคลานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

เมื่อพวกเขาตัดสินใจแล้ว พวกเขาก็รู้ว่าต้องทุ่มกายทุ่มใจเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ไปกับการตัดสินใจครั้งนี้

ในตอนแรก แดนีคิดว่าพวกเขาควรปล่อยบ้านให้เช่า "เพื่อที่เราจะได้มีอะไรให้กลับมา" แต่ทอมต้องการขายบ้านมากกว่า และในที่สุดทั้งคู่ก็ตระหนักว่าพวกเขาไม่อยากทิ้งภาระในการดูแลจัดการบ้านไว้ให้คนที่อยู่ทางบ้านต้องรับผิดชอบแทน

ลูกชายทั้งสองคนตื่นเต้นกับแนวคิดนี้ตั้งแต่แรก แต่ทั้งคู่ก็ยอมรับว่าลูกสาวของพวกเขาปรับตัวได้ยากกว่า

ทอมบอกว่า "โอลิเวียค่อนข้างกังวล เพราะเธอเพิ่งเริ่มเรียนชั้นมัธยมปลายในเดือน ก.ย. และเราก็ออกเดินทางในเดือน พ.ค. ปีนี้ เธอรู้สึกหวั่นใจมากที่ต้องจากเพื่อน ๆ ทุกคนไป"

"มอร์แกนกับจอร์จก็มีพูดถึงเพื่อน ๆ ของพวกเขาบ้างเป็นครั้งคราว แต่พวกเขายังอายุน้อยกว่า จึงไม่ได้มีความผูกพันทางอารมณ์กับเพื่อน ๆ มากเท่ากับโอลิเวีย"

เมื่อแดนีและทอมบอกพ่อแม่ถึงแผนการเดินทาง ปฏิกิริยาแรกที่ได้รับคือ "ทำไมถึงขายทุกอย่างที่อุตส่าห์ทำงานหนักเพื่อให้ได้มาล่ะ?"

แดนีกล่าวพร้อมหัวเราะว่า "คนส่วนใหญ่ต่างก็พนันกันว่าเราจะกลับมาเมื่อไร"

ทอมเสริมว่า "แต่ละคนพนันกันไว้ว่าครอบครัวเราจะกลับมาภายในปีไหน พวกเขาจิ้มเลือกกันไว้คนละหนึ่งปีเลย"

The family are taking opportunities to interact with local people and give the children lots of different experiences, such as a go at Muay Thai boxing
คำบรรยายภาพ, ครอบครัววูลดริดจ์มักจะหาโอกาสพูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกับคนท้องถิ่น พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสประสบการณ์ที่หลากหลาย เช่น การลองฝึกชกมวยไทย

หลังจากขายบ้านไปเมื่อต้นปี พวกเขาอาศัยอยู่ในห้องเช่าเป็นเวลาหลายเดือน ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังสนามบินในเดือน พ.ค. เพื่อกล่าวอำลาครั้งสำคัญ

แดนีกล่าวว่า การจากไปครั้งนั้น "เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกเป็นอย่างมาก"

ทอมเสริมว่า "พวกเราโชคดีมากที่มีคนในครอบครัวหลายคนมาส่งเราที่สนามบิน เราเช็กอินสัมภาระเรียบร้อยแล้ว และเดินมาถึงประตูตรวจความปลอดภัย ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก"

"เรารู้สึกโชคดีมากที่มีครอบครัวและกลุ่มเพื่อนที่สนิทกัน คนเหล่านี้คือคนที่เราคิดถึง และเป็นสิ่งที่เราคิดถึงในบ้านเกิด มันไม่ใช่สิ่งของที่เรามีอยู่มากมาย แต่เป็นผู้คนที่เคยอยู่ในชีวิตของเราต่างหาก"

อย่างไรก็ตาม เมื่อเครื่องบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าและการกล่าวคำลากลายเป็นสิ่งที่อยู่ข้างหลัง ความตื่นเต้นก็เริ่มเข้ามาแทนที่

ทอมพูดติดตลกว่า "ตอนนั้นเราจำขึ้นมาได้แล้วว่าเรากำลังจะไปที่ไหนกัน" แม้ว่าทั้งคู่จะเคยเดินทางไปยังจุดหมายแรกของพวกเขาอย่างเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย มาแล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงรู้สึกถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจน

"มันแตกต่างไปหมดทุกอย่าง ประสาทสัมผัสของคุณแค่ตื่นตัวขึ้นมา ทั้งกลิ่น สิ่งต่าง ๆ ที่มองเห็นรอบตัว ทุกอย่างแตกต่างจากบ้านเรามาก"

แดนีกล่าวเสริมว่า "เราเคยไปบาหลีเมื่อ 15 ปีก่อน ตอนนั้นบรรยากาศเงียบสงบกว่านี้มาก ผู้คนต่างบอกเราว่าตอนนี้ที่นั่นพลุกพล่านแค่ไหน ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ในช่วงวันสองวันแรก เรารู้สึกว่าทุกอย่างถาโถมเข้ามามากเกินไป ลูกสาวของเรายังคงมีอารมณ์อ่อนไหวอยู่บ้าง เธอมีช่วงเวลาที่รู้สึกโอเคสลับกับช่วงที่รู้สึกแย่ และพวกเราทุกคนก็มีอาการเจ็ตแล็กจากการเดินทางด้วย"

"เราไปที่อูลูวาตูเป็นแห่งแรก และที่นั่นมีผู้คนเยอะมาก แม้แต่ตอนที่เราเดินไปตามถนน ฉันยังรู้สึกกังวลประหม่า เพราะมีรถสกูตเตอร์วิ่งอยู่เต็มไปหมด"

อย่างไรก็ตาม ทอมกล่าวว่าการเดินทางครั้งนี้ก็มีข้อดีอยู่ไม่น้อย

"อาหารอร่อยอย่างน่าทึ่งมาก ผู้คนก็น่ารักและใจดีมาก และยังได้สัมผัสความอุ่นบนผิวหนังอีกครั้ง"

The sunshine and the sea is a big pull for the family, who do not miss the "grey and dark and wet"
คำบรรยายภาพ, แสงแดดและทะเลเป็นสิ่งดึงดูดใจอย่างมากสำหรับครอบครัวนี้ พวกเขาไม่คิดถึงสภาพอากาศที่ "หม่นหมอง มืดครึ้ม และเปียกชื้น" เลย

พวกเขาเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ บนเกาะ โดยสลับสับเปลี่ยนจากการพักผ่อนริมชายหาดทางตอนใต้ของบาหลีไปปีนภูเขาไฟบาตูร์ทางตอนเหนือ และใช้เวลาท่องเที่ยวอยู่ในหมู่บ้านอูบุด ซึ่งเป็นแหล่งวัฒนธรรมที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ส่วนในของเกาะบาหลี

จากนั้นพวกเขาก็เดินทางท่องเที่ยวไปตามเกาะต่าง ๆ ทางตะวันออก ผ่านหมู่เกาะอินโดนีเซีย ก่อนจะย้อนกลับมายังเกาะลอมบอกเพื่อพักอยู่ที่นั่นเป็นครั้งที่สอง

"เราเดินทางเปลี่ยนที่พักอยู่ค่อนข้างบ่อย" แดนีกล่าว "ดังนั้นทุกครั้งที่เก็บข้าวของ เราจะรู้สึกแทบจะเหมือนว่ากำลังจะกลับบ้าน แต่จริง ๆ แล้วเราไม่ได้กลับบ้าน ฉันคิดว่าต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าที่เราจะตระหนักได้อย่างแท้จริงว่า ว้าว... เราไม่ได้กำลังจะกลับบ้านจริง ๆ แล้วสิ่"

แดนีย้ำว่าการทิ้งชีวิตในสหราชอาณาจักรไว้เบื้องหลัง ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะละทิ้งการศึกษาของลูก ๆ ไปด้วย

"แม้ว่าเราต้องการให้ลูก ๆ ได้สัมผัสโลกและเรียนรู้จากประสบการณ์ในชีวิตจริง แต่เราก็บอกพวกเขาว่า เรายังคงต้องการให้พวกเขามีโอกาสต่าง ๆ ในอนาคตด้วย ดังนั้น หากลูก ๆ อยากเข้าเรียนมหาวิทยาลัย อยากเป็นหมอ เป็นพยาบาล หรือเลือกเดินไปตามเส้นทางอาชีพใดก็ตาม เรายังคงอยากให้พวกเขามีโอกาสเหล่านั้น" แดนีกล่าว

ครอบครัววูลดริดจ์มีหนังสือเรียนและแบบฝึกหัดจำนวนมาก ซึ่งบรรจุอยู่ในกระเป๋าใบใหญ่ โดยเป็นหนังสือที่ครูแนะนำให้เตรียมไว้ก่อนออกเดินทาง และพวกเขายังคงจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรของสหราชอาณาจักร

โอลิเวียมีครูสอนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นหัวหน้ากลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ที่โรงเรียนมัธยมของเธอในเขตรอนดา ไซนอน ทาฟ และครูคนเดียวกันนี้ก็เคยสอนทอมที่โรงเรียนนั้นด้วย

ส่วนลูกชายทั้งสองคนมีครูสอนพิเศษที่ช่วยสอนตามหลักสูตรระดับประถม รวมถึงสอนวิชาภาษาอังกฤษและวิทยาศาสตร์บางส่วนให้กับโอลิเวียด้วย

แม้ว่าข้อเสียหลัก ๆ ของการเดินทางคือการพลาดการได้ใช้เวลากับครอบครัวที่อยู่ทางบ้าน แดนีกับทอมบอกว่าประสบการณ์เชิงวัฒนธรรมและความมั่นใจที่เด็ก ๆ ได้รับมาจากการเดินทาง การได้พบผู้คนที่หลากหลายมากเช่นนี้รวมถึงการมีโอกาสได้ใช้ชีวิตกลางแจ้ง ก็ถือว่ากลบข้อเสียพวกนั้นไปได้หมด

"เราเอาข้าวของมามากเกินไป"

ครอบครัววูลดริดจ์มีกำหนดเดินทางต่อไปยังมาเลเซียหลังจากท่องเที่ยวอยู่ในอินโดนีเซียเป็นเวลา 5 เดือน โดยล่าสุดพวกเขาพักอยู่ที่เกาะลอมบอกเป็นครั้งที่สอง ซึ่งลูก ๆ ได้เข้าเรียนที่ศูนย์การเรียนรู้แบบเวิลด์สคูล (world school) หรือการจัดการเรียนผ่านการเดินทางและประสบการณ์จากโลก โดยทั้งคู่บรรยายว่าที่นั่นเป็น "กิจวัตรที่น่ารัก" และมีเพื่อน ๆ ที่เป็นมิตรหลายคน

หลังจากเริ่มต้นเดินทางโดยนำ "ข้าวของมามากเกินไป" พวกเขาก็ค่อย ๆ มอบสิ่งของบางส่วนให้กับคนท้องถิ่นที่พบเจอระหว่างการเดินทาง และลดสัมภาระลงจนเหลือกระเป๋าเป้ใบใหญ่ขนาด 120 ลิตรจำนวนสองใบสำหรับพ่อแม่ และกระเป๋าล้อลากขนาด 100 ลิตรอีกสองใบ โดยหนึ่งในนั้นเต็มไปด้วยอุปกรณ์และสื่อการเรียนการสอน

"ลูก ๆ แทบจะไม่ต้องแบกอะไรไว้บนหลังเลย อาจจะมีแค่กระเป๋าเป้ใบเล็กมาก ๆ สักใบสำหรับเอาขึ้นเครื่องบินเท่านั้น" ทอมบอก

"เราคิดว่าลูก ๆ คงจะตื่นเต้นที่ได้แบกกระเป๋าเป้ของตัวเอง แต่เอาเข้าจริง พวกเขาไม่เอาด้วยเลย" แดนีเล่าไปหัวเราะไป

Meeting and spending time with local and other international children is very important for the family
คำบรรยายภาพ, การได้พบปะและใช้เวลาร่วมกับเด็ก ๆ ในท้องถิ่นและเด็กชาวต่างชาติจากประเทศอื่น ๆ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับครอบครัวนี้

หนึ่งในแผนการเดินทางของพวกเขาในมาเลเซียคือการไปเยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์ลิงอุรังอุตังในเกาะบอร์เนียว และแวะพักที่ศูนย์การเรียนรู้แบบเวิลด์สคูลอีกแห่งนานสักระยะเพื่อให้ลูก ๆ ได้ใช้เวลากับเด็กวัยเดียวกันมากขึ้น

หลังจากนั้นพวกเขาจะเดินทางต่อไปยังประเทศไทย ซึ่งแม่ของแดนีและพ่อแม่ของทอมจะเดินทางมาเยี่ยมครอบครัวพวกเขา จากนั้นเมื่อหาสถานที่ดี ๆ เพื่อฉลองวันเกิดครบรอบ 40 ปีของแดนีได้แล้ว พวกเขาก็จะเดินทางต่อไปยังกัมพูชา เวียดนาม และฟิลิปปินส์

เมื่อมีแผนการเดินทางทั้งหมดนี้ พวกเขาจึงวางแผนสำหรับปีข้างหน้าไว้ "คร่าว ๆ" แล้ว ทอมและแดนียังเผื่อเวลาไว้สำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดและเหตุฉุกเฉินด้วย โดยทอมเคยต้องบินกลับสหราชอาณาจักรมาแล้วครั้งหนึ่งเพื่อไปร่วมงานศพ อย่างไรก็ตาม พวกเขายังไม่ได้กำหนดจุดหมายปลายทางที่แน่นอนว่าจะไปที่ไหนต่อ หลังจากเดินทางออกจากเอเชียแล้ว นอกเสียจากแผนที่อาจจะแวะกลับมาเยี่ยมบ้านช่วงสั้น ๆ และใช้เวลากับครอบครัว

"เราจะทำสิ่งต่าง ๆ ให้มากเท่าที่เรารู้สึกอยากทำในทวีป ๆ หนึ่งและหลังจากนั้นก็จะเดินทางต่อไปอีกที่" ทอมอธิบาย "ก็แค่ไปต่อเรื่อย ๆ ให้นานที่สุดเท่าที่เราจะไปไหวและอยากจะไป ถ้าหากจุดหนึ่งเราไม่อยากไปต่อแล้ว เราก็จะสำรวจสถานที่มากมายเพื่อเลือกว่าเราจะหยุดพักที่จุดไหน"

มองหลาย ๆ ทาง นี่ถือเป็นรายการสิ่งที่อยากทำก่อนตายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ แต่หากต้องเลือกจุดหมายปลายทางเพียงแห่งเดียวให้เป็นอันดับหนึ่ง ที่นั่นจะเป็นที่ไหน

สำหรับแดนีมันคือการไปท่องซาฟารีในแอฟริกา

"ฉันอยากไปเห็นแอฟริกามาโดยตลอด แต่ยังไม่เคยไปเลย ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่อยู่ในรายการสิ่งที่ฉันอยากทำมาตลอด" แดนีกล่าว

ส่วนทอมบอกว่า "ตาฮิติเป็นสิ่งที่โผล่ขึ้นมาในหัวผม ซึ่งมันมาจากการที่ผมเคยเล่นเซิร์ฟมาก่อน ที่นั่นสวยงามมาก และเราก็จะไปที่นั่นด้วย ตอนที่ผมจะอายุ 40 ในเดือน ธ.ค. นี้"