สภาผู้บริโภคฟ้อง แพลตฟอร์มดัง-ธนาคาร ฐานปล่อยมิจฉาชีพหลอกลวงประชาชน

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค (ซ้าย) และ สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค (กลาง) นำทีมทนายความและตัวแทนผู้เสียหายยื่นฟ้องบริษัทแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำระดับโลกจากการละเลยการจัดการกับโฆษณาปลอมบนแพลตฟอร์ม
    • Author, ปวีณา นิลบุตร
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 8 นาที

วันนี้ (8 มิ.ย.) สภาองค์กรของผู้บริโภคหรือ สภาผู้บริโภค พร้อมทนายความและกลุ่มตัวแทนผู้เสียหายเดินทางไปยังศาลแพ่งรัชดาเพื่อยื่นฟ้องบริษัท เมตา (Meta) เจ้าของแฟลตฟอร์มออนไลน์ชื่อดังอย่าง เฟซบุ๊ก (Facebook) ฐานปล่อยมิจฉาชีพใช้แพลตฟอร์มหลอกลวงผู้บริโภคไทย ละเลยการตรวจสอบและป้องกัน

ก่อนหน้านี้ สภาผู้บริโภคได้ออกแถลงการณ์ถึงเหตุผลที่ตัดสินใจยื่นฟ้องเมตา บริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก ว่าเป็นเพราะเฟซบุ๊ก "ครองแชมป์" เป็นแพลตฟอร์มที่หลอกคนไทยด้วยจำนวนคดีและมูลค่าความเสียหายสูงที่สุด รวมถึงยื่นฟ้องบริษัทระดับโลกอย่าง ไลน์ (Line) แอปเปิล (Apple) และกลุ่มธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ ในฐานละเมิดสิทธิผู้บริโภคและผิดสัญญาบริการ

ทางสภาผู้บริโภคยืนยันว่าการดำเนินการฟ้องคดีแพ่งวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค และป้องการการแพร่ระบาดของการหลอกลวงทางออนไลน์ โดยเรียกร้องให้แพลตฟอร์มแสดงความรับผิดชอบ เยียวยา และป้องกัน ผู้ใช้แพลตฟอร์มในไทยที่มีมากกว่า 50 ล้านบัญชี

"เราเรียกร้องในสิ่งที่เขาควรจะทำ" ย้อนเส้นทางก่อนมาถึงการฟ้องร้อง

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

ย้อนไปเมื่อ 4 มิ.ย. สภาผู้บริโภคได้จัดงานแถลงข่าวระบุถึงสาเหตุที่ทำให้ตัดสินใจฟ้องร้องบริษัทเมตา โดยอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ในระยะเวลาสี่เดือนตั้งแต่ 1 ม.ค. – 30 เม.ย. 2569 ว่า มีผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์ผ่านทางเฟซบุ๊กเกิน 50,000 กรณี รวมความเสียหายเกิน 7,000 ล้านบาท ด้วยกลโกง เช่น การหลอกขายสินค้าทางออนไลน์ ขายสินค้าปลอมหรือไม่ส่งสินค้าหลังชำระเงิน, การหลอกลงทุน, และการรีดไถข้อมูล

ดังนั้น สภาผู้บริโภคจึงตัดสินใจเป็นองค์กรแรก ๆ ที่จะยื่นฟ้องต่อบริษัทระดับโลกอย่างเมตา

"ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เราอยากสร้างประวัติศาสตร์การฟ้องคดีต่อเฟซบุ๊กในประเทศไทย" สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวเมื่อ 4 มิ.ย. ที่ผ่านมา

สารีเสริมด้วยว่า สภาผู้บริโภคเคยยื่นจดหมายถึงบริษัทเมตา เพื่อเรียกร้องให้ปิดช่องโหว่ดังกล่าวถึงสามครั้ง ตั้งแต่ปี 2567-2568 โดยบีบีซีไทยขอสรุปข้อเสนอแนะที่ สภาฯ ยื่นต่อบริษัทเมตา ดังนี้

  • ให้เฟซบุ๊กกำหนดนโยบายห้ามซื้อขายผ่านหน้าเพจหรือโพสต์โดยตรง ให้ธุรกรรมทั้งหมดต้องดำเนินการผ่านร้านค้าที่ได้รับการจดทะเบียนผู้ค้าผ่านทาง e-marketplace เท่านั้น
  • จัดการเรื่องร้องเรียน เยียวยาผู้เสียหาย และทำระบบคัดกรอง ตรวจสอบ และปิดกั้นบัญชีผิดกฎหมาย
  • จัดตั้งนิติบุคคลในประเทศไทย เพื่อการดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามมาตรฐานการดูแลที่สอดคล้องกัน
  • จดทะเบียนเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ของไทย

โดย บริษัท ติลลิกีแอนด์กิบบินส์ ดิจิทัล โซลูชั่นส์ จำกัด (Tilleke & Gibbins Digital Solutions) ผู้ประสานงานของบริษัทเมตาในไทยตอบกลับจดหมายของทาง สภาฯ โดยรวมระบุว่า เมตาชี้แจงว่าเฟซบุ๊กเป็นเพียงแพลตฟอร์มที่เน้นให้ผู้ใช้ค้นหาผลิตภัณฑ์ แต่ไม่ได้มีส่วนในการจัดให้มีการทำธุรกรรม พร้อมเสริมว่าบริษัทได้ลงทุนราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.57 แสนล้านบาท) ตั้งแต่ปี 2559 เพื่อมาตรการด้านความปลอดภัย 4 แนวทางหลัก ได้แก่ การกำหนดนโยบายห้ามฉ้อโกง, บังคับใช้ฏหมายทั้งในและนอกแพลตฟอร์ม, มีเครื่องมือให้ผู้ใช้บล็อกและรายงานได้, และให้ความรู้แก่ผู้บริโภค

นอกจากนี้ เมตายังได้แต่งตั้งบริษัทติลลิกีแอนด์กิบบินส์ฯ เป็นผู้ประสานงานในประเทศ (local point of contact) แล้วเพื่อทำงานกับเจ้าหน้าที่รัฐและปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA ของไทย

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ด้าน สภาผู้บริโภคยังได้ระบุถึงอีก 8 สาเหตุ ที่ทำให้ตัดสินใจฟ้องร้องคดีต่อบริษัทเมตา ได้แก่

  • การแพร่ระบาดของโฆษณาหลอกลวง
  • การขายสินค้าผิดกฎหมาย ผิดลิขสิทธิ์ ไม่ได้มาตรฐาน อันตราย เกลื่อนแพลตฟอร์ม
  • การใช้อัลกอริทึมแสวงหาผลประโยชน์ ใช้ข้อมูลผู้ใช้งานในการยิงโฆษณามุ่งเป้าเน้นรายได้ ไม่คำนึงถึงความปลอดภัย
  • การทำกำไรจากค่าโฆษณาจากมิจฉาชีพโดยไม่ตรวจสอบเพียงพอ
  • ระบบยืนยันตัวตนไม่มีประสิทธิภาพ มีช่องโหว่และล่าช้า
  • เฟซบุ๊กจดทะเบียนในไทยในฐานะผู้ให้บริการโซเชียลมีเดีย แทนการจดทะเบียนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เป็นช่องโหว่เลี่ยงภาระความรับผิดชอบ
  • ไม่มีมาตรการเยียวยา ต่างจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอื่น ๆ ที่มีระบบคุ้มครองผู้ซื้อ
  • มาตรการป้องกันมิจฉาชีพในไทยต่ำกว่ามาตรฐานที่เฟซบุ๊ก ปฏิบัติในประเทศอื่น ๆ

นอกจากนี้ทางสภาองค์กรของผู้บริโภค เรียกร้องเมตาสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและบรรทัดฐานใหม่ โดยเรียกร้องให้เฟซบุ๊กมีมาตรการ ดังนี้

  • จดทะเบียนเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่างถูกต้อง เพื่อให้สามารถบังคับใช้กฎหมายและคุ้มครองผู้บริโภคได้
  • ยกระดับมาตรการคัดกรองโฆษณาและยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณาโดยทันที
  • มีระบบเยียวยาผู้เสียหายที่ชัดเจนและเป็นธรรม
  • ร่วมมือกับหน่วยงานไทยอย่างจริงจังในการจัดการบัญชีมิจฉาชีพ

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ระบุในงานแถลงข่าวเมื่อ 4 มิ.ย. ว่าการยื่นฟ้องคดีครั้งนี้เป็นเพียงการเรียกร้องสิทธิที่ผู้บริโภคพึงได้รับ

"เราไม่ได้เรียกร้องอะไรเยอะเลย เราเรียกร้องในสิ่งที่เขา (บริษัทเมตา) ควรจะทำ" สารี กล่าว

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ขณะที่บีบีซีไทยพบว่า ในเว็บไซต์ของเมตา เมื่อเดือน พ.ค. เมื่อปี 2568 ได้เผยแพร่ข้อมูล เกี่ยวกับความร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการส่งเสริมให้ผู้ใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ชาวไทยมีความเข้าใจเกี่ยวกับการควบคุมความเป็นส่วนตัวบนแอปพลิเคชันและบริการต่าง ๆ ของเมตา

โครงการในครั้งนั้นมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบความเป็นส่วนตัวของข้อมูลบนเฟซบุ๊ก, การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ การเข้ารหัสแบบ end-to-end (E2EE), การเพิ่มความปลอดภัยให้บัญชีผ่านการ ยืนยันตัวตนแบบสองชั้น, และการเปิดใช้การแจ้งเตือนการเข้าสู่ระบบ

ต่อมาเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. บริษัท เมตาก็ได้เผยผลปฏิบัติการที่เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น เมตา, ไมโครซอฟต์ (Microsoft), สตาร์ลิงก์ (Starlink) รวมถึง สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย เพื่อทำลายเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยเมตาระบุว่าบริษัทได้ปิดบัญชี เพจ และกลุ่มต่าง ๆ ที่น่าสงสัยบนแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมไปกว่า 1.4 ล้านรายการ

คดีนำร่องหลอกลงทุนหุ้นผ่านเฟซบุ๊ก - เหยื่อ 10 ราย เสียหายรวม 230 ล้านบาท

นันณภัชสรณ์ เตชปัญญาพิพัฒน์ ทนายความผู้รับผิดชอบคดี เผยวันนี้ว่าการฟ้องร้องเมตาครั้งนี้เป็นการฟ้องร้องนำร่องแยกกรณีสำหรับผู้เสียหาย 10 ราย ที่มีรูปแบบความเสียหายคล้ายกัน คือ ถูกมิจฉาชีพหลอกลงทุนหุ้นจากการพบโฆษณาหลอกลวงบนเฟซบุ๊กเกิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 230 ล้านบาท

เธอเสริมว่าสำหรับคดีที่ยื่นฟ้องในวันนี้ แบ่งกลุ่มบริษัทที่ถูกฟ้องร้องเป็น 2 กลุ่มใหญ่

  • กลุ่มแพลตฟอร์ม บริษัท เมตา เจ้าของเฟซบุ๊ก, บริษัทผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน ไลน์, และบริษัท แอปเปิล
  • กลุ่มสถาบันทางการเงิน

เธออธิบายว่า พฤติการณ์หลอกลวงของมิจฉาชีพเริ่มจากผู้เสียหายที่ต้องการเรียนเทรดหุ้นและค้นหาข้อมูลในเฟซบุ๊ก ระบบอัลกอริทึมจึงแสดงโฆษณาเพจปลอม ที่แอบอ้างชื่อและภาพของอินฟลูเอนเซอร์สอนหุ้นที่มีตัวตนจริง ก่อนพาเข้ากลุ่มไลน์ มีการเปิดคลิปเสียงจริงและนำข้อมูลหุ้นจริงในตลาดมาประกอบการสอนจนดูน่าเชื่อถือ จากนั้นชักชวนให้ซื้อหุ้น โดยอ้างโบรกเกอร์แห่งหนึ่ง ที่มีตัวตนจริงพร้อมระบุว่าต้องโหลดแอปฯ ปลอมจาก แอปสโตร์ (App Store) หรือกูเกิลเพลย์สโตร์ (Google Play Store) มาเพื่อใช้งาน และถูกหลอกให้โอนเงินผ่านบัญชีของมิจฉาชีพ

อย่างไรก็ตาม เธอเสริมว่า คดีดังกล่าวถือเป็นคดียุทธศาสตร์ จึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ และแม้จะมีผู้เสียหายหลายรายก็ไม่อาจฟ้องเป็นคดีกลุ่มได้ เพราะลักษณะข้อเท็จจริงแตกต่างกัน จึงต้องแยกฟ้องเป็นรายกรณีนำร่อง

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

ด้าน เลขาฯ สำนักงานสภาผู้บริโภคชี้แจงวันนี้ว่า สาเหตุที่ต้องฟ้องร้องเนื่องจากความบกพร่องของทั้งแพลตฟอร์มและสถาบันการเงินที่ไม่ทำหน้าที่ตามวิชาชีพในการตรวจสอบและแจ้งเตือนธุรกรรมผิดปกติ ทั้งที่เป็นช่องทางสำคัญที่ปล่อยให้มิจฉาชีพเข้ามาแสวงหาประโยชน์

"แพลตฟอร์มเหล่านี้ปล่อยให้มิจฉาชีพเข้าไปทำมาหากิน ปล่อยให้มีการโหลดแอปฯ ปลอม แอปฯ เถื่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลงทุน การกู้เงิน หรือการขายสินค้าที่ไม่ได้ขายจริง...เราว่าคุณไม่ได้มีมาตรการอะไรที่เพียงพอเลยในการจัดการ" สารี กล่าว

สารีระบุต่อไปว่าความพิเศษของคดีนี้คือการฟ้องร้องไปถึง "บริษัทแม่ในต่างประเทศ" รวมถึงบริษัทในไอร์แลนด์ที่เป็นปลายทางของเส้นทางการเงินค่าโฆษณา เนื่องจากบริษัทแม่เป็นผู้ควบคุมระบบ นโยบาย และรับผลประโยชน์ที่แท้จริง ไม่ใช่ฟ้องเพียงบริษัทลูกในไทยที่มีหน้าที่แค่การตลาด เป็นการบีบให้ผู้ให้บริการคุมระบบยกระดับมาตรการคุ้มครอง

กรณีศึกษาในต่างประเทศ

  • สิงคโปร์

ก่อนหน้านี้ในเดือน ม.ค. เว็บไซต์สเตรทไทม์ของสิงคโปร์ รายงานว่า ทางการสิงคโปร์ได้ออกคำสั่งเป็นครั้งที่สองบังคับให้เมตาใช้ระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition) เพื่อตรวจสอบและจัดการกับบัญชีปลอมที่แอบอ้างบุคคลสำคัญ เพื่อป้องกันการแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น และป้องกันการฉ้อโกงหลอกลวงทางออนไลน์บนเฟซบุ๊ก ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการกระทำผิดทางอาญาออนไลน์ (Online Criminal Harms Act - OCHA)

โดยบริษัทเมตา ต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว มิเช่นนั้นจะถูกปรับสูงสุด 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32.8 ล้านบาท) และหากกระทำผิดซ้ำ อาจถูกปรับวันละสูงสุด 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.2 ล้านบาท)

  • สหรัฐฯ

เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา สภาสหพันธ์ผู้บริโภคแห่งสหรัฐอเมริกา (Consumer Federation of America - CFA) ได้ยื่นฟ้องคดีแบบกลุ่มต่อศาลสูงแห่งเขตปกครองพิเศษวอชิงตัน ดี.ซี. ต่อบริษัทเมตา ตามคำร้องเรียน บริษัทเมตาถูกกล่าวหาว่าได้ออกนโยบายและแนวปฏิบัติที่รู้ว่าจะสามารถอนุญาตให้โฆษณาหลอกลวงแพร่กระจายบนแพลตฟอร์มได้ ในขณะเดียวกันก็ทำกำไรจากโฆษณาเหล่านั้น

ขณะที่ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาว่า สภาเมืองซานตา คลารา (Santa Clara City Council) รัฐแคลิฟอร์เนีย ก็ได้ยื่นฟ้องต่อเมตา เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาโดยกล่าวหาว่าเมตา ได้ประโยชน์จากโฆษณาปลอมบนเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายโฆษณาเท็จและการประกอบธุรกิจที่ไม่เป็นธรรมของรัฐแคลิฟอร์เนีย

โดยในทั้งสองกรณีบริษัทเมตาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและระบุว่าจะต่อสู้คดีความต่อไป

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

  • สหภาพยุโรป

เมื่อ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา องค์กรผู้บริโภคแห่งยุโรป (BEUC) และองค์กรผู้บริโภค 29 องค์กรจาก 27 ประเทศ ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมาธิการยุโรปและหน่วยงานระดับชาติภายใต้ พระราชบัญญัติบริการดิจิทัล (Digital Services Act) กล่าวหาแพลตฟอร์มของเมตา และติ๊กตอก รวมถึงกูเกิล ว่าจัดการกับโฆษณาหลอกลวงไม่เพียงพอ

โดยองค์กรผู้บริโภคแห่งยุโรป ระบุว่าระหว่างเดือน ธ.ค. 2568 ถึง มี.ค. 2569 มีรายงานโฆษณาเกือบ 900 รายการที่ต้องสงสัยว่าละเมิดกฎหมายของสหภาพยุโรป แต่แพลตฟอร์มต่าง ๆ กลับลบโฆษณาเหล่านั้นเพียง 27% ขณะที่ 52% ของรายงานถูกปฏิเสธหรือเพิกเฉย ส่งผลให้ผู้บริโภคในประเทศยุโรปมากกว่า 200 ล้านคนทุกเดือน เสี่ยงต่อการสูญเสียทางการเงินและความเสียหายด้านอื่น ๆ

  • ออสเตรเลีย

ก่อนหน้านี้ในปี 2022 คณะกรรมาธิการด้านการแข่งขันและผู้บริโภคแห่งออสเตรเลีย (Australian Competition and Consumer Commission - ACCC) ก็ได้ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางต่อบริษัทเมตา โดยกล่าวหาว่าบริษัทรับทราบว่ามีการแสดงโฆษณาหลอกลวงเกี่ยวกับการหลอกลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลบนเฟซบุ๊ก แต่ไม่ได้ดำเนินการอย่างเพียงพอเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทำให้โฆษณาปลอมยังคงปรากฏอยู่บนเฟซบุ๊ก แม้ว่าบุคคลสาธารณะทั่วโลกจะร้องเรียนว่าชื่อและภาพของพวกเขาถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม

ปัจจุบัน คดีความยังอยู่ในชั้นศาล และยังไม่ได้มีคำตัดสินออกมา