แผนกบฏ จดหมายรัก และตำรับโอสถ: สารพัดความลับในยุคกลางกำลังถูกไขปริศนาโดยเอไอ

ที่มาของภาพ, Beáta Megyesi
- Author, แซนดรีน เกอร์สเตอมองต์
- Published
- เวลาอ่าน: 9 นาที
เราสามารถพบข้อความและเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่เข้ารหัสจนไม่สามารถเข้าใจได้ทั้งในห้องสมุดและหอจดหมายเหตุทั่วโลก แต่ตอนนี้นักประวัติศาสตร์กำลังใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) เข้ามาช่วยให้สามารถถอดรหัสข้อความลึกลับมากมายเหล่านี้
ลึกเข้าไปในหอจดหมายเหตุของห้องสมุดวาติกัน มีหนังสือเขียนด้วยลายมือเล่มหนึ่งถูกทิ้งไว้โดยไม่มีผู้ใดอ่านออกมานานกว่า 400 ปี หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยความลึกลับและสัญลักษณ์แปลกประหลาด หน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยรหัสนี้ดูเหมือนจะซ่อนสูตรการรักษา "สำหรับโรคหรืออาการผิดปกติต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์" ไว้ตามที่มีข้อความบางส่วนที่ถูกเขียนไว้ภายในปกหนังสือ
ในยุคนั้นวิธีการเยียวยาเช่นนี้มักถูกเก็บเป็นความลับ เนื่องจากอาจก่อให้เกิดความสงสัยหรือแม้กระทั่งอาจทำให้ผู้เขียนถูกกล่าวหาว่าใช้เวทมนตร์ได้
ต้นฉบับดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า "บอร์กไซเฟอร์" (Borg cipher) เป็นหนังสือซึ่งมีความยาว 408 หน้า ที่ส่วนใหญ่ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ ข้อความในหนังสือเล่มนี้ถูกเข้ารหัสด้วยสัญลักษณ์ลึกลับ 34 แบบ ผสมกับอักษรโรมันเพียงเล็กน้อย และมีหน้าปกที่เขียนด้วยภาษาอาหรับ ปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่ามีการถอดรหัสใดที่สามารถไขความหมายของข้อความได้ นอกจากนี้บางหน้าของต้นฉบับยังได้รับความเสียหายจากกาลเวลา ยิ่งทำให้การอ่านรหัสมีความท้าทายมากขึ้น
แต่นักวิจัยสามารถถอดรหัสได้สำเร็จแล้วจากการใช้แมชชีนเลิร์นนิงซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ โดยพวกเขาพบว่าข้อความภายในหนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยวิธีการรักษาที่แปลกประหลาดนับพันวิธี เช่น การดื่มไวน์แดงคุณภาพดีหลายแก้ว หรือการหมักลูกจันทน์เทศในแป้ง เพื่อใช้รักษาโรคบิด
"งานนี้เปรียบเสมือนงานนักสืบที่สัญลักษณ์ รูปแบบ และคำตอบบางส่วนอาจพาเราเข้าใกล้ความลับของใครบางคน และขยับเข้าใกล้โลกทางประวัติศาสตร์ที่สูญหายไปมากขึ้น" เบียตา เมกเยซี ศาสตราจารย์ด้านภาษาศาสตร์เชิงคำนวณจากมหาวิทยาลัยสตอกโฮล์มในสวีเดน ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมผู้ถอดรหัส กล่าว พร้อมระบุว่า แม้จะมีความช่วยเหลือจากปัญญาประดิษฐ์ ทว่ากระบวนการไขกุญแจรหัสก็ยังคงเป็นงานที่ต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่ง
ปัจจุบัน ศ.เมกเยซีและคณะ กำลังพยายามนำพลังของปัญญาประดิษฐ์มาถอดรหัสอักษรลับทางประวัติศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเชื่อว่างานนี้อาจนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลจำนวนมหาศาลจากในอดีตที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถถอดรหัสได้
ตามการประเมินจากบางแหล่งพบว่ามีเอกสารในหอจดหมายเหตุและห้องสมุดทั่วโลกประมาณ 1% เท่านั้นที่ถูกเข้ารหัสทั้งหมดหรือบางส่วน โดยรหัสลับที่เก่าแก่ที่สุดบางชุดอาจมีอายุย้อนไปถึงยุคกรีกและโรมันโบราณ
กลบท ภาษาโบราณ และลายมือที่อ่านยาก
โดยรวมแล้วเอกสารโบราณที่ถูกเข้ารหัสได้ซ่อนข้อมูลหลากหลายเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นข่าวกรองทางการทูต พิธีกรรมของสมาคมลับ ความรู้ด้านการแพทย์ เรื่องชู้สาว หรือรายละเอียดในชีวิตประจำวันซึ่งผู้คนต้องการเก็บเป็นความลับ ข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นส่วนที่ยังขาดหายไปจากการบันทึกทางประวัติศาสตร์
ในบางกรณี การถอดรหัสเอกสารดังกล่าวอาจนำไปสู่การพลิกความเข้าใจของเราต่อบุคคลสำคัญ หรือช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ใหม่ทั้งหมด (เช่น รหัสลับชุดหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้เป็นจดหมายเข้ารหัสที่พบว่าเขียนโดยพระนางแมรีควีน ราชินีแห่งสกอตส์ ระหว่างที่ถูกคุมขังเป็นเวลานานในอังกฤษ จดหมายเหล่านี้เผยให้เห็นว่าพระนางแมรีมีส่วนร่วมในการวางแผนทวงคืนราชบัลลังก์ ตลอดจนมีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับพระโอรส เจมส์ที่ 6 แห่งสกอตแลนด์ ซึ่งต่อมาคือพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ)
อักษรลับทางประวัติศาสตร์บางประเภทไม่ซับซ้อนมากนัก เช่น บอร์กไซเฟอร์ ซึ่งใช้วิธีแทนที่อย่างง่าย โดยสลับสัญลักษณ์แต่ละตัวกับอักษรโรมันหนึ่งตัวเพื่อปกปิดข้อความที่เขียนไว้ อย่างไรก็ตาม อักษรลับบางประเภทกลับมีความยากอย่างยิ่งต่อการถอดรหัส ในบางกรณีแทบไม่มีข้อมูลเลยว่าข้อความต้นฉบับที่ยังไม่เข้ารหัสนั้นเขียนขึ้นด้วยภาษาใด
นอกจากนี้ยังอาจมีการแทรกสัญลักษณ์ที่ไม่มีความหมายเข้าไปเพื่อใช้เป็นตัวลวงสำหรับผู้ที่พยายามแกะรอยข้อความ และในกรณีอื่น ๆ สัญลักษณ์หลายตัวอาจถูกใช้แทนอักษรเดียวกัน
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การถอดรหัสต้องอาศัยการลองผิดลองถูกอย่างหนักและใช้เวลามหาศาลแม้เป็นเพียงการไขความหมายของข้อความเพียงสั้น ๆ เท่านั้น
เซซิล ปิแอร์โรต์ นักวิทยาการรหัสลับ จากสถาบันวิจัยวิทยาการคอมพิวเตอร์แห่งชาติของฝรั่งเศส (INRIA) ในเมืองแนนซีและคณะ ใช้เวลานานถึงหกเดือนในการค่อย ๆ ไขกุญแจรหัสของจดหมายอายุ 500 ปี ของชาร์ลส์ที่ 5 จักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และกษัตริย์แห่งสเปน ซึ่งถูกเขียนขึ้นด้วยสัญลักษณ์เข้ารหัสจำนวนถึง 120 แบบ ตลอดความยาวสามหน้า
(จดหมายที่ถอดความได้เผยให้เห็นว่า กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 5 หนึ่งในบุคคลผู้ทรงอำนาจมากที่สุดในยุคสมัยของเขา กลับหวาดกลัวอย่างยิ่งว่าจะถูกวางแผนลอบปลงพระชนม์ โดยกษัตริย์ทรงเชื่อว่านายกองทหารรับจ้างชาวอิตาลี ซึ่งรับใช้กษัตริย์ฝรั่งเศส ฟรานซิสที่ 1 กำลังเตรียมการลอบสังหารพระองค์)

ที่มาของภาพ, Biblioteca Apostolica Vaticana
ก่อนที่กระบวนการถอดรหัสจะเริ่มขึ้น นักวิจัยจำเป็นต้องแปลงข้อความลายมือที่ถูกเข้ารหัสให้เป็นเอกสารดิจิทัลอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้สามารถป้อนเข้าสู่ซอฟต์แวร์ถอดรหัสได้ ในกระบวนการนี้ลายมือที่อ่านยากและหมึกที่เลือนจางตามกาลเวลายิ่งทำให้ภารกิจนี้ยากลำบากมากขึ้น
ปิแอร์โรต์ระบุว่า โดยทั่วไปแล้วเธอต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวันเพียงเพื่อถอดข้อความจากจดหมายสองหน้า ที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ซึ่งไม่คุ้นเคยสำหรับเธอ
เอไอช่วยเร่งไขความลับที่ถูกซ่อนไว้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม ปัญญาประดิษฐ์ได้เข้ามาเร่งกระบวนการเหล่านี้ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น มิเชล วัลด์ดิชพึล ศาสตราจารย์ด้านภาษาศาสตร์เยอรมันจากมหาวิทยาลัยออสโลในนอร์เวย์ และคณะ ได้ใช้แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ออนไลน์ชื่อ Transkribus เมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อถอดความจดหมายลับที่เขียนโดย ซิกิสมุนด์ ฮอยส์เนอร์ ฟอน วานเดอร์สเลเบน ขุนนางเยอรมัน ถึงอักเซล อ็อกเซนสเตียร์นา อัครมหาเสนาบดีแห่งสวีเดน เมื่อปี 1637 ในช่วงที่สงครามสามสิบปีกำลังดำเนินอย่างเข้มข้น ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นความขัดแย้งทางศาสนาที่คร่าชีวิตผู้คนไปนับล้าน และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างทั่วยุโรป
เครื่องมือนี้ถูกฝึกด้วยภาษาที่หลากหลาย ตลอดจนระบบตัวอักษร และรูปแบบลายมือที่ครอบคลุมหลายศตวรรษ เมื่อภาพเอกสารถูกอัปโหลดเข้าสู่ระบบ ปัญญาประดิษฐ์จะตรวจจับส่วนของข้อความและบรรทัดต่าง ๆ ก่อนจะสแกนทั้งเอกสารทีละตัวอักษร เพื่อแปลงให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล
แม้จะต้องมีการแก้ไขด้วยมืออยู่บ้าง แต่เครื่องมือนี้ก็ทำงานได้ค่อนข้างดีในการถอดความจดหมายของฟอน วานเดอร์สเลเบน เนื่องจากมีการเข้ารหัสเพียงบางส่วน โดยใช้ตัวเลขคั่นด้วยจุดซึ่งเขียนอย่างเป็นระเบียบและเว้นช่องไฟชัดเจน ขณะที่ส่วนอื่น ๆ ไม่ได้เข้ารหัส และเขียนด้วยอักษรเยอรมันในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้ถอดความในปัจจุบันมักประสบปัญหาเมื่อเอกสารถูกเข้ารหัสด้วยสัญลักษณ์ที่ไม่คุ้นเคย เช่น เครื่องหมายที่ประดิษฐ์ขึ้น สัญลักษณ์ทางโหราศาสตร์ หรือตัวเลขที่เขียนในรูปแบบที่ผิดแผกไป
ด้วยเหตุนี้ ศ.เมกเยซี วัลด์ดิชพึล และคณะ จึงกำลังพัฒนาเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ของพวกเขาเองเพื่อแปลงข้อความลายมือทางประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์หรือระบบอักษรลึกลับ ให้เป็นเอกสารที่เครื่องสามารถอ่านได้ ภายใต้โครงการชื่อโครงการ Descrypt ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างนานาประเทศ
"เรากำลังพัฒนาแบบจำลองที่สามารถปรับได้ยืดหยุ่นขึ้น โดยแพลตฟอร์มนี้จะถูกฝึกและทดสอบกับทั้งระบบตัวเขียน ตัวอักษร และชุดสัญลักษณ์ในหลากหลายรูปแบบอย่างกว้างขวาง" ศ.เมกเยซีกล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อเอกสารลับถูกถอดความเป็นข้อความทั่วไปแล้ว กระบวนการเชิงสืบสวนก็จะเริ่มต้นขึ้น ปัจจุบัน นักวิทยาการรหัสลับมักใช้ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์เฉพาะทางที่ไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อช่วยในภารกิจนี้โดยอาศัยอัลกอริทึมในการวิเคราะห์ว่ามีการใช้รูปแบบการเข้ารหัสแบบใด และพยายามถอดรหัสออกมา
รหัสที่ไม่ซับซ้อนมักสามารถถอดได้ด้วยการวิเคราะห์ความถี่ของสัญลักษณ์ที่ปรากฏ แล้วนำไปจับคู่กับตัวอักษรในภาษานั้น ๆ ที่มีความถี่ใกล้เคียงกัน เช่น ในภาษาอังกฤษ ตัวอักษร E พบได้บ่อยที่สุด ขณะที่ตัว Z, Q และ X พบได้น้อยที่สุด
อย่างไรก็ตาม ในจดหมายของฟอน วานเดอร์สเลเบน ที่เขียนขึ้นจากแนวหน้าในช่วงสงครามสามสิบปี เขาใช้สัญลักษณ์ที่แตกต่างกันถึง 8 แบบ เพื่อแทนตัวอักษร E เพียงตัวเดียว ทำให้ต้องอาศัยการลองผิดลองถูก รวมถึงความรู้ด้านภาษาเยอรมันโบราณของวัลด์ดิชพึลในการค่อย ๆ คลี่คลายรหัส
"กระบวนการนี้เป็นการทำงานระหว่างเครื่องจักรกับผู้ตรวจสอบที่เป็นมนุษย์กลับไปมา" วัลด์ดิชพึลกล่าว "ในอนาคตปัญญาประดิษฐ์อาจสามารถทำสิ่งนี้ได้ด้วยตัวเองทั้งหมด"
หลังจากถอดรหัสออกมาพบว่า ข้อความของฟอน วานเดอร์สเลเบน เป็นคำเตือนจากเขาเกี่ยวกับภัยคุกคามจากพันธมิตรฝั่งโปรเตสแตนต์ของสวีเดนในสงคราม เขาแจ้งต่ออ็อกเซนสเตียร์นาว่า ตัวเองต้องถอนกำลังออกมา เพราะพบว่ามีแผนสมคบคิดกันในหมู่พันธมิตร รวมถึงลอร์ด ฟรานซ์ ไฮน์ริช แห่งแซกโซนี
รื้อแฟ้มรหัสลับที่ยังหาคำตอบไม่ได้
ศ.เมกเยซีและคณะกำลังสำรวจว่าปัญญาประดิษฐ์จะสามารถข้ามขั้นตอนการถอดความไปได้ทั้งหมดหรือไม่ โดยอาศัยเพียงการวิเคราะห์ภาพถ่ายของหน้าเอกสารเพื่อถอดรหัสข้อความลับโดยตรง
เมื่อไม่นานมานี้ พวกเขาได้แสดงให้เห็นว่าแนวทางดังกล่าวสามารถใช้ได้กับรหัสที่ไม่ซับซ้อนซึ่งตัวอักษรหนึ่งตัวถูกแทนที่ด้วยสัญลักษณ์เพียงตัวเดียว
ทีมวิจัยได้ทดลองระบบนี้กับต้นฉบับความยาว 105 หน้าซึ่งเรียกว่า "โคเปียเลไซเฟอร์" (Copiale cipher) ที่พวกเขาเคยถอดรหัสไว้แล้ว ต้นฉบับนี้บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับพิธีกรรม กฎเกณฑ์ และอุดมการณ์ของสมาคมลับเยอรมันในศตวรรษที่ 18 ทีมวิจัยดำเนินการโดยฝึกปัญญาประดิษฐ์ด้วยข้อมูลลายมือทั่วไป ก่อนจะป้อนภาพบรรทัดเฉพาะจากต้นฉบับรหัส พร้อมกับข้อความภาษาเยอรมันที่ถอดรหัสแล้ว ซึ่งผลออกมาปรากฏว่าระบบสามารถถอดความเนื้อหาส่วนที่ไม่เคยเห็นมาก่อนได้อย่างแม่นยำ
ระบบลักษณะนี้อาจมีประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่ทราบว่าภาษาที่ใช้เป็นพื้นฐานของรหัสนั้นคือภาษาใด
"น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งที่สิ่งนี้เปิดโอกาสให้เราได้ไขปริศนาข้อความที่เขียนในระบบตัวเขียนที่หายากและไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐาน" ศ.เมกเยซีกล่าว "เป้าหมายสูงสุดคือการผสานขั้นตอนการถอดความและการถอดรหัสเข้าไว้ด้วยกันในขั้นตอนเดียว"

ที่มาของภาพ, Getty Images
วัลด์ดิชพึลและคณะในโครงการ Descrypt กำลังค้นคว้าเอกสารเก่าในหอจดหมายเหตุ เพื่อรวบรวมต้นฉบับอักษรลับมาจัดทำเป็นฐานข้อมูล ซึ่งอาจมีความสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการสะสมข้อมูลให้เพียงพอที่จะใช้ฝึกปัญญาประดิษฐ์ให้สามารถถอดรหัสได้
โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ที่เป็นพื้นฐานของแชทบอทอย่างแชทจีพีที (ChatGPT) นั้น ได้รับการฝึกจากคำจำนวนมหาศาลระดับล้านล้านคำจากหนังสือ บทความ และเว็บไซต์ต่าง ๆ แต่การหาข้อมูลในปริมาณเทียบเท่าสำหรับการถอดรหัสเป็นเรื่องที่ท้าทายยิ่ง
ในบรรดาเอกสารที่พวกเขารวบรวมมา มีโปสการ์ดลึกลับจำนวน 400 ใบ ซึ่งเขียนด้วยอักษรลับในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 โดยข้อความบางส่วนที่ถอดรหัสได้ในขณะนี้เผยให้เห็นว่า หลายฉบับเป็นจดหมายรักที่เขียนเป็นภาษาเยอรมัน
ทีมของ ศ.เมกเยซี ได้นำผลงานดังกล่าวไปพัฒนาเป็นเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ในลักษณะคล้ายแชทบอทซึ่งผสานทั้งการถอดความและการถอดรหัสไว้ในขั้นตอนเดียว เครื่องมือนี้รวมอัลกอริทึมสำหรับการถอดรหัสที่ได้รับการฝึกจากคู่ข้อมูลระหว่างสัญลักษณ์ลับกับข้อความความหมายเข้ากับโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ฝึกจากข้อความทางประวัติศาสตร์ในหลากหลายช่วงเวลาเพื่อช่วยให้เบาะแสเกี่ยวกับรหัส นอกจากนี้ยังมีการผนวกอัลกอริทึมการรู้จำภาพ ซึ่งได้รับการฝึกจากข้อมูลลายมือที่มีการกำกับคำอธิบายไว้ด้วย
เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ดังกล่าวยังสามารถพัฒนาตัวเองต่อไปได้ โดยนำการแก้ไขจากผู้เชี่ยวชาญที่ใช้งานมาปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง
แนวคิดเบื้องต้นคือนักวิจัยหรือแม้แต่บุคคลทั่วไปจะสามารถป้อนข้อความประวัติศาสตร์ที่ถูกเข้ารหัสให้กับแชทบอทและให้ระบบเปิดเผยความหมายของเนื้อหานั้นได้
เมื่อทีมวิจัยทดลองใช้แชทบอทปัญญาประดิษฐ์กับบอร์กไซเฟอร์ ศ.เมกเยซีและคณะพบว่าระบบสามารถแปลและถอดรหัสข้อความยาว 500 สัญลักษณ์ได้ภายในเวลาประมาณ 29 นาทีเศษ อีกทั้งยังสามารถแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ด้วย นอกจากนี้แชทบอทนี้ยังสามารถบันทึกกระบวนการทำงานและอธิบายเหตุผลว่าทำไมคำตอบจึงมีความเป็นไปได้ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้แน่ใจว่าปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้สร้างคำอธิบายขึ้นมาเองโดยไม่มีมูล
นอกจากนี้ทีมงานยังได้ทดสอบระบบกับอักษรลับอีกสองชุดที่พวกเขาเคยถอดรหัสไว้ก่อนหน้า ซึ่งครอบคลุมช่วงเวลา ภาษา ประเภทของรหัสลับ และระดับความซับซ้อนที่แตกต่างกัน โดยพบว่าสามารถถอดรหัสได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน สะท้อนให้เห็นว่าระบบมีศักยภาพในการรับมือกับอักษรลับหลากหลายรูปแบบ
"ปัญญาประดิษฐ์ช่วยได้มากที่สุดในด้านการขยายขนาดงาน ความรวดเร็ว การค้นหารูปแบบ และการผสานกระบวนการต่าง ๆ เข้าด้วยกัน" ศ.เมกเยซี กล่าว
เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ลักษณะนี้อาจเป็นกุญแจสำคัญในการไขอักษรลับทางประวัติศาสตร์ที่ยังคงเป็นปริศนามาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังจะช่วยในการทำความเข้าใจเอกสารโบราณที่เขียนด้วยระบบตัวอักษรซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถอ่านได้ในปัจจุบัน เช่น จานฟายสโตส (Phaistos Disc) อายุ 4,000 ปี จากเกาะครีต ซึ่งยังไม่สามารถถอดรหัสได้ เช่นเดียวกับภาษา "ลิเนียร์ เอ" (Linear A) ของกรีกยุคต้น
"สิ่งที่ทำให้ฉันตื่นเต้นไม่ใช่เพียงความเป็นไปได้ในการไขปริศนาทางประวัติศาสตร์เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโอกาสในการสร้างวิธีการที่สามารถช่วยนักวิจัยในกรณีต่าง ๆ อีกมากมาย" ศ.เมกเยซี กล่าว































