ทำไมพี่-น้องสายเลือดเดียวกันถึงไม่เป็นโรคจิตเภทเหมือนกัน นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ใช้เวลากว่า 20 ปี ไขปริศนาครอบครัวตัวเอง

ที่มาของภาพ, Consuelo Walss-Bass
- Author, มาร์การิตา โรดริเกซ
- Role, บีบีซีมุนโด (แผนกภาษาสเปน)
- Author, รีเบกกา ธอร์น
- Role, ผู้สื่อข่าวโกลบอล เฮลธ์
- Published
- เวลาอ่าน: 7 นาที
"น้องสาวของเธอไม่ได้เป็นโรคจิตเภทหรอก ฉันน่าจะรู้ดีนะ เพราะฉันใช้ชีวิตอยู่กับแม่ของเธอมาหลายปี"
นี่คือคำพูดจากปากพ่อของคอนซูเอโล วาลส์-บาสส์ ตอนที่เธอเล่าถึงข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับสุขภาพจิตของน้องสาวให้เขาฟัง
วาลส์-บาสส์ ซึ่งเป็นพี่คนที่สองในบรรดาพี่น้องทั้งหมดห้าคน กำลังศึกษาสาเหตุทางพันธุกรรมของโรคจิตเภทเพื่อทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของเธอ ตอนที่เธอเริ่มตระหนักว่าน้องสาวของเธออย่าง พาตี อาจกำลังเผชิญกับโรคเดียวกันกับที่แม่ของพวกเธอเป็นอยู่
"ตอนนั้นพาตีย้ายออกไปอยู่ที่อื่นแล้ว เธอหายไปจากชีวิตพวกเรา" เธอเล่าให้บีบีซีมุนโดฟัง
วาลส์-บาสส์เข้าใจปฏิกิริยาของพ่อตัวเองดี เพราะโรคจิตเภทได้เปลี่ยนแม่ของเธอไปอย่างมาก จนบางช่วงก็แทบไม่เหลือเค้าเดิมเลย ความคิดที่ว่าลูกสาวของเขาอาจกำลังเผชิญกับโรคเดียวกันจึงเป็นเรื่องที่ยากเกินจะยอมรับ
ทว่าเมื่อนักชีวเคมีชาวเม็กซิกันคนนี้ศึกษาวิจัยต่อไป เธอกลับถูกตามหลอกหลอนด้วยคำถามหนึ่งอยู่เสมอว่า
"หากเราสืบทอดยีนชุดเดียวกันและเติบโตมาในสภาพแวดล้อมเดียวกัน เหตุใดน้องสาวของฉันจึงเป็นโรคจิตเภท แต่ฉันไม่เป็น"
คำถามนี้กลายเป็นแรงผลักดันให้ วาลส์-บาสส์ทุ่มเทเวลาหลายปีในการวิจัย เพื่อทำความเข้าใจให้ดียิ่งขึ้นว่าอะไรคือปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดโรคทางจิตร้ายแรงอย่างโรคจิตเภท (schizophrenia)

ที่มาของภาพ, Consuelo Walss-Brass
แปดวันก่อนวันเกิดอายุครบ 15 ปีของวาลส์-บาสส์ เออเจเนีย แม่ของเธอ ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวช
เป็นเวลาหลายปีที่เออเจเนียมีอาการเห็นภาพหลอน หลงผิด มีอารมณ์โกรธรุนแรงเป็นระยะ ๆ และมีความยากลำบากในการแสดงความรักความผูกพันต่อคนในครอบครัว
โรดอลโฟ พ่อของวาลส์-บาสส์ ไม่อยากส่งภรรยาไปอยู่ในสถานพยาบาล แต่ครอบครัวเริ่มรับมือกับพฤติกรรมของเธอได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ
"จริง ๆ แล้วฉันรู้สึกสงสารแม่ เพราะฉันรู้ว่าแม่รักพวกเราในแบบของแม่เอง และแม่คงต้องทุกข์ใจที่ไม่ได้อยู่ใกล้พวกเรา" วาลส์-บาสส์กล่าว
"เป็นเวลาประมาณสองเดือนที่แม่ไม่อยู่กับเรา และเราแทบไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลย ทุกคนต่างใช้ชีวิตต่อไป แต่ละคนจัดการกับความรู้สึกของตัวเองอย่างเงียบ ๆ"
แม้แม่ของพวกเธอจะป่วย แต่ก็ไม่มีใครสังเกตเห็นว่า พาตีซึ่งเป็นลูกคนที่สี่ในบรรดาพี่น้องห้าคน ก็กำลังมีอาการของโรคปรากฏขึ้นในช่วงวัยรุ่นเช่นเดียวกัน
"ทุกคนล้วนมีช่วงเวลาที่หุนหันพลันแล่น โกรธ หรือเศร้าได้ทั้งนั้น นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางครั้งจึงยากที่จะบอกว่า 'นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเป็นวัยรุ่น หรือเป็นผลมาจากโรคกันแน่'" วาลส์-บาสส์กล่าว
ทว่ามีครั้งหนึ่งที่พาตีเคยบอกพี่สาวว่าเธอรู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังจับตามองเธออยู่
"ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าเธอพยายามจะบอกอะไรฉัน เธอกำลังได้ยินเสียงหรือเห็นบางสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง แต่ในเวลานั้นฉันไม่เข้าใจ และมันไม่ใช่ความผิดของฉัน เพราะฉันยังไม่ตระหนักถึงความเป็นจริงแบบนั้น" เธอกล่าว
โรคจิตเภทคืออะไร
โรคจิตเภท (Schizophrenia) จัดเป็นความผิดปกติทางจิตประเภทหนึ่งที่เรียกว่า โรคจิต (psychosis) ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือความคิดของตนเอง และอะไรคือความเป็นจริงได้อย่างเป็นปกติทั่วไป
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ทั่วโลกมีผู้ที่อยู่กับโรคนี้ประมาณ 1 ในทุก ๆ 300 คน ของประชากรทั้งหมด
อาการของโรคจิตเภท (Schizophrenia) อาจรวมถึง:
- ประสาทหลอน (hallucinations) เช่น ได้ยินเสียงหรือเห็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง
- อาการหลงผิด (delusions) คือมีความเชื่อที่ผิดไปจากปกติโดยไม่มีหลักฐานสนับสนุน
- ความคิดและการพูดสับสน
- สูญเสียความสนใจในกิจกรรมประจำวัน
- ไม่ต้องการใส่ใจดูแลตัวเองหรือความต้องการพื้นฐานของตัวเอง รวมถึงการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล
- หลีกเลี่ยงผู้คน รวมถึงเพื่อนหรือคนใกล้ชิด
- รู้สึกตัดขาดจากความรู้สึกหรืออารมณ์ของตนเอง
โรคจิตเภทมักพบได้ในคนที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคนี้เช่นกัน แต่เชื่อกันว่าไม่ได้มียีนเพียงตัวเดียวที่เป็นสาเหตุของโรค ผู้เชี่ยวชาญมองว่าโรคดังกล่าวน่าจะเกิดจากการผสมผสานระหว่าง ปัจจัยทางพันธุกรรม และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม
สำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NHS) ระบุว่าเหตุการณ์ในชีวิตที่สร้างความเครียดอย่างรุนแรงหรือกระทบกระเทือนจิตใจอย่างมาก อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการทางจิตได้
การรักษาโรคจิตเภทอาจประกอบด้วยการใช้ยาและการบำบัดทางจิตใจ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบของโรคต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย
ตามข้อมูลของ NHS ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถฟื้นตัวจากโรคนี้ได้ แม้ว่าในบางช่วง อาการต่าง ๆ อาจกลับมาเกิดขึ้นอีกเป็นระยะ ๆ ก็ตาม
"พายุที่เหมาะเจาะ"
ลูก ๆ ทั้งห้าคนต่างเก็บงำความทรงจำอันเจ็บปวดเกี่ยวกับอาการป่วยของแม่ไว้ในใจ แต่ระหว่างที่เขียนหนังสือชื่อ "Why My Sister?" [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า 'ทำไมต้องเป็นน้องสาวของฉัน?'] วาลส์-บาสส์ได้ทบทวนว่าวัยเด็กของพาตีแตกต่างจากพี่น้องคนอื่น ๆ อย่างไร และความแตกต่างเหล่านั้นอาจร่วมกันก่อให้เกิดสิ่งที่เธอเรียกว่า "พายุที่เหมาะเจาะ" หรือการรวมตัวของปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างจนก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรง
"พาตีต้องเผชิญกับความยากลำบาก เพราะแม่ของฉันมีอาการป่วยอยู่แล้วทั้งในช่วงตั้งครรภ์และในช่วงหลายเดือนแรกหลังเธอเกิด พาตีไม่ได้รับความรักและความผูกพันจากแม่อย่างที่เด็กควรได้รับ นั่นคือบาดแผลทางใจครั้งแรกของเธอ" วาลส์-บาสส์กล่าว
พาตียังต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเป็นเวลานานอีกด้วย ขณะที่พ่อออกไปทำงานและพี่น้องคนอื่น ๆ ไปโรงเรียน เธอมักถูกปล่อยให้อยู่ตามลำพังอยู่เสมอกับแม่ที่กำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิต
"ในทางกลับกัน พวกเราทั้งสามคนที่เป็นพี่ ๆ คนโต มีกันและกัน พ่อส่งน้องชายคนเล็กไปอาศัยอยู่กับครอบครัวที่แสนดีครอบครัวหนึ่งเป็นระยะเวลาหนึ่ง พวกเขาช่วยเหลือพวกเราอย่างมาก และบางทีนั่นอาจเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตเขาไว้ก็ได้" เธอกล่าว
ปัจจุบัน วาลส์-บาสส์ เป็นศาสตราจารย์ด้านจิตเวชศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยยูทีเฮลธ์ ฮิวสตัน (UTHealth Houston) ในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา
เธอตั้งสมมติฐานว่าผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคจิตเภทอาจมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการของโรคมากกว่าคนอื่นหากต้องเผชิญกับบาดแผลทางจิตใจในวัยเด็กในขณะที่สมองยังอยู่ในช่วงการพัฒนา
งานวิจัยของเธอยังมุ่งเน้นไปที่การค้นหาว่ามียีนใดบ้างหรือการผสมผสานของยีนแบบใดที่ทำให้บางคนเกิดอาการทางจิต (psychosis) ขณะที่บางคนกลับมีภูมิคุ้มกันหรือได้รับการปกป้องจากภาวะดังกล่าวได้ดีกว่า

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในช่วงวัยยี่สิบต้น ๆ พาตีและวาลส์-บาสส์ตัดสินใจย้ายมาอยู่ด้วยกัน แต่เพียงไม่กี่เดือนต่อมา พี่สาวคนโตก็เริ่มรับมือกับพฤติกรรมของน้องสาวได้ยากขึ้น เพราะตอนนั้นเธอไม่รู้ว่าน้องสาวกำลังมีอาการทางจิต สุดท้ายเธอจึงย้ายออกไป
หลังจากพี่สาวย้ายออก พาตีหายตัวไปนานถึงสองปี ครอบครัวไม่รู้เลยว่าเธอไปอยู่ที่ไหนหรือใช้ชีวิตอย่างไร
"ฉันรู้สึกผิดอย่างมาก เพราะคิดว่าหากฉันยังอยู่กับเธอ บางทีฉันอาจช่วยเธอได้" วาลส์-บาสส์กล่าว
ในช่วงเวลานั้นพาตีแต่งงานและปฏิเสธที่จะติดต่อกับครอบครัว แต่หลังจากที่เธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล สามีของเธอสามารถติดต่อพ่อของเธอได้ และแจ้งว่าแพทย์ได้วินิจฉัยอย่างเป็นทางการแล้วว่าเธอเป็นโรคจิตเภท
เมื่อทราบข่าว พ่อของเธอถึงกับร้องไห้ออกมาและรีบเดินทางไปพบลูกสาวเพื่อให้กำลังใจและดูแลเธอ
สามีของพาตีคอยอยู่เคียงข้างและดูแลเธอต่อเนื่องเป็นเวลาสิบปี จนกระทั่งเขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง

ที่มาของภาพ, Consuelo Walss-Bass
หลังจากสามีเสียชีวิต พาตีก็ย้ายมาอาศัยอยู่กับวาลส์-บาสส์และครอบครัวของเธออย่างถาวร ปัจจุบัน พาตีใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ศูนย์ชุมชนแห่งหนึ่ง โดยกิจกรรมที่เธอชอบเป็นพิเศษคือการวาดภาพและรดน้ำต้นไม้ พี่สาวของเธอกล่าว
"เธอเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์มาก และเธอมีความสุขที่นั่น"
การใช้ยา การดำเนินชีวิตอย่างมีแบบแผน และเครือข่ายผู้คนที่คอยสนับสนุน ล้วนช่วยให้พาตีมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พ่อและแม่ของพวกเธอหย่าร้างกันแล้ว และปัจจุบันเออเจเนียอาศัยอยู่กับเจนนี พี่สาวคนโตในเม็กซิโก
ขณะที่งานวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดโรคจิตเภทยังคงมีความคืบหน้า วาลส์-บาสส์มองอนาคตด้วยความหวังว่า นักวิทยาศาสตร์จะสามารถพัฒนายาที่ไม่เพียงช่วยควบคุมอาการของโรคเท่านั้น แต่ยัง "มุ่งเป้าไปที่ยีนที่เป็นสาเหตุของโรคได้ด้วย"
เธอกล่าวว่าจนถึงขณะนี้เธอยังไม่สามารถตอบคำถามที่เป็นชื่อหนังสือของเธอได้อย่างสมบูรณ์
"จริง ๆ แล้ว ตอนที่รูดีน้องชายของฉันอ่านหนังสือจบ เขาพูดกับฉันว่า 'ฉันนึกว่าเธอจะอธิบายได้ว่าทำไมต้องเป็นพาตี'" เธอกล่าว
"คำถามนั้นยังคงอยู่และพวกเราก็ยังคงค้นหาคำตอบกันต่อไป"
































