บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีเตือน โลกเหลือเวลาไม่มากในการรับมือภัยคุกคามไซเบอร์จากปัญญาประดิษฐ์

Google logo on the side of a building.

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, โซอี ไคลน์แมน
    • Role, บรรณาธิการด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ บีบีซี นิวส์
    • Author, คาลี เฮย์ส
    • Role, ผู้สื่อข่าวด้านเทคโนโลยี
  • Published
  • เวลาอ่าน: 5 นาที

บริษัทกว่า 100 แห่ง ในจำนวนนี้มีกูเกิล (Google), ไมโครซอฟท์ (Microsoft), แอนโทรปิก (Anthropic) และโอเพนเอไอ (OpenAI) ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึก เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ และองค์กรทั่วโลกเร่งยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ก่อนที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) จะพัฒนาจนทรงพลังมากพอที่จะหลีกเลี่ยงหรือเอาชนะระบบป้องกันที่มีอยู่ได้

จดหมายฉบับดังกล่าวเตือนว่า การโจมตีทางไซเบอร์ที่ใช้เอไอจะกลายเป็นภัยคุกคามที่แพร่หลายมากขึ้นและมีความซับซ้อนยิ่งขึ้นภายในเวลาไม่กี่เดือน เนื่องจากเทคโนโลยีกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว

กลุ่มบริษัทด้านเทคโนโลยีระบุว่า มาตรการรักษาความปลอดภัยในรูปแบบ "สถานะปัจจุบัน" (status quo) ที่ใช้อยู่ในเวลานี้ "ไม่เพียงพอ" อีกต่อไป พร้อมวิจารณ์การขาดการลงทุนและการจัดสรรทรัพยากรด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญมาอย่างยาวนาน

จดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ระบุไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่า "เรามีเวลาเหลือไม่มากในการปรับปรุงระบบป้องกันภัยทางไซเบอร์"

บริษัทอื่น ๆ ที่ร่วมลงนามในจดหมายฉบับนี้ ได้แก่ สถาบันการเงินอย่างแคปิตอล วัน (Capital One) ผู้ให้บริการระบบชำระเงินมาสเตอร์การ์ด (Mastercard) และวีซา (Visa) รวมถึงบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อื่น ๆ เช่น อะโดบี (Adobe) ออราเคิล (Oracle) และ ไอบีเอ็ม (IBM)

ผู้ลงนามเรียกร้องให้รัฐบาลต่าง ๆ จัดหา "เอไอเชิงป้องกันที่มีประสิทธิภาพ" รวมถึงการทดสอบระบบให้กับโรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณูปโภคด้านน้ำ ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีควรสนับสนุนความพยายามดังกล่าว

เนื้อหาในจดหมาย ระบุว่า ภาครัฐและภาคเทคโนโลยีควร "ระดมศักยภาพด้านเทคโนโลยี ทรัพยากร และความเชี่ยวชาญทั้งหมด" เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้

จดหมายฉบับนี้มีขึ้นหลังเกิดเหตุแฮ็กและการละเมิดความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ครั้งสำคัญหลายกรณี และกรณีเหล่านั้นถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ เช่น กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า แฮ็กเกอร์ในจีนได้เจาะระบบเทคโนโลยีที่วุฒิสภาสหรัฐฯ องค์การรบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือนาซา ธนาคารกลางสหรัฐฯ และกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ใช้

ตลอดช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา โอเพนเอไอ, แอนโทรปิก, และเมตา ต่างเปิดเผยว่า เครื่องมือเอไอของตนสามารถทำสิ่งที่ไม่ควรทำได้ โดยเอไอบางระบบถึงขั้นจัดตั้งความร่วมมือกันและปลอมตัวเป็นบุคคลจริงเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการรักษาความปลอดภัย

ในการทดสอบเมื่อเดือน ก.ค. เอไอเอเจนต์ของโอเพนเอไอหลายร้อยตัวสามารถสร้างกระดานข้อความลับเพื่อสื่อสารและทำงานร่วมกัน จนนำไปสู่การโจมตีบริษัทฮักกิงเฟซ (Hugging Face) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มและคลังข้อมูลยอดนิยมสำหรับนักพัฒนาเอไอได้สำเร็จ

เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับการอธิบายว่าเป็น การโจมตีทางไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอครั้งแรกของโลก

ฮักกิงเฟซเป็นหนึ่งในผู้ร่วมลงนามในจดหมายฉบับนี้เช่นกัน โดยบริษัทได้ใช้เครื่องมือเอไอของจีนจากบริษัทแซดเอไอ (Z.AI) ในการสืบสวนว่าเอไอของโอเพนเอไอสามารถเจาะระบบของตนได้อย่างไร

นอกจากนี้ บริษัทผู้ให้บริการน้ำประปาและระบบบำบัดน้ำเสียอย่างน้อย 7 แห่งในสหรัฐฯ ยังรายงานว่าถูกโจมตีทางไซเบอร์ ส่งผลให้สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือเอฟบีไอ (FBI) ต้องออกประกาศสาธารณะเรียกร้องให้หน่วยงานสาธารณูปโภคต่าง ๆ ยกระดับการรักษาความปลอดภัยของระบบ

แม้จดหมายฉบับนี้จะเสนอให้ใช้เครื่องมือเอไอที่ล้ำสมัยเป็นส่วนหนึ่งของทางออกต่อภัยคุกคามที่กำลังเพิ่มขึ้น และผู้ลงนามจำนวนมากเป็นผู้พัฒนาและจำหน่ายเครื่องมือเหล่านั้น แต่เครื่องมือดังว่าก็ไม่ได้เข้าถึงได้โดยง่ายเสมอไป

ตัวอย่างเช่น ไมโทส (Mythos) ซึ่งพัฒนาโดยแอนโทรปิก โดยบริษัทระบุว่าเครื่องมือนี้สามารถค้นหาช่องโหว่ในระบบได้ภายในไม่กี่วินาที ทั้งที่ช่องโหว่บางจุดหลบเลี่ยงการตรวจพบของแฮ็กเกอร์มนุษย์มาเป็นเวลานาน โดยไมโทสเคยค้นพบช่องโหว่ในระบบเก่าแก่ระบบหนึ่งที่ไม่เคยถูกตรวจพบมานานถึง 27 ปี

อย่างไรก็ตาม แอนโทรปิกได้จำกัดการเข้าถึงไมโทส โดยให้เหตุผลว่าเครื่องมือนี้มีศักยภาพสูงเกินกว่าจะปล่อยให้อยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี

แต่ในจดหมายฉบับดังกล่าว มีการเรียกร้องให้บริษัทเอไอชั้นแนวหน้า หรือบริษัทเทคโนโลยีที่พัฒนาโมเดลและเครื่องมือเอไอของตนเอง "เปิดให้เข้าถึงโมเดลอย่างมีความรับผิดชอบ จัดสรรเงินทุนจำนวนมาก จัดการฝึกอบรม และให้การสนับสนุนเชิงปฏิบัติ โดยเฉพาะแก่ผู้ปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่มีทรัพยากรจำกัด"

อย่างไรก็ตาม จดหมายฉบับนี้ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าแนวทางการขยายการเข้าถึงโมเดลเอไอดังกล่าวจะถูกนำไปปฏิบัติเมื่อใดหรืออย่างไร

แอนดรูว์ ยุน หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ CivAI ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งส่งเสริมความเข้าใจของสาธารณชนเกี่ยวกับเทคโนโลยีเอไอ กล่าวว่า "กระแสการโจมตีทางไซเบอร์ด้วยเอไอกำลังจะมาถึงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน" พร้อมชี้ว่าผู้ร่วมลงนามในจดหมายหลายรายมีส่วนรับผิดชอบต่อสถานการณ์ดังกล่าว

"พวกเขาพูดถูกที่ให้คำมั่นในจดหมายว่าจะสนับสนุน 'เงินทุนจำนวนมาก' สำหรับมาตรการป้องกัน และพวกเขาควรถูกตรวจสอบให้ปฏิบัติตามคำมั่นนั้น" ยุนกล่าว พร้อมเสริมว่า "ที่น่าสังเกตคือ จดหมายฉบับนี้ไม่ได้เรียกร้องให้มีมาตรการใด ๆ เพื่อชะลอการพัฒนาความสามารถด้านการแฮ็กของเอไอ"

จดหมายดังกล่าวยังเรียกร้องให้รัฐบาล องค์กรต่าง ๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์ และบริษัทเอไออื่น ๆ ร่วมมือกัน ให้ความสำคัญกับการป้องกัน และทดสอบระบบของตนให้รับมือกับศักยภาพของโมเดลเอไอที่ทรงพลังที่สุดได้

ในสหรัฐฯ สมาชิกวุฒิสภาบางส่วนได้เสนอร่างกฎหมายใหม่ชื่อ Kill Switch Act ซึ่งจะให้อำนาจแก่หน่วยงานรัฐในการปิดการทำงานของโมเดลเอไอที่เป็นภัย

เจฟฟรีย์ ฮินตัน นักวิทยาศาสตร์ด้านเทคโนโลยีและผู้ได้รับรางวัลโนเบล ซึ่งเคยทำงานด้านเอไอที่กูเกิล กล่าวกับรายการบีบีซีเวิร์ลบิสซิเนส รีพอร์ต (BBC World Business Report) เมื่อวันพฤหัสบดี (27 ส.ค.) ว่า สังคมอาจ "เผชิญปัญหาร้ายแรงอย่างแท้จริง" หากเทคโนโลยีดังกล่าวพัฒนาไปถึงจุดที่ "ฉลาดกว่ามนุษย์"

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฮินตันเป็นหนึ่งในผู้ที่ออกมาแสดงความกังวลอย่างเปิดเผยถึงความเสี่ยงร้ายแรงจากการพัฒนาเทคโนโลยีเอไอ

"เรามีอนาคตแบบหนึ่งที่เราหาวิธีรับมือความเสี่ยงของเอไอได้" ฮินตันกล่าวและว่า "และก็มีอีกอนาคตหนึ่งที่เราไม่สามารถรับมือกับความเสี่ยงนั้นได้อย่างสมเหตุสมผล ซึ่งจะเป็นอนาคตที่มืดมนอย่างยิ่ง"