ศาลฎีกานัดฟังคำสั่ง "คดี 44 สส." จับตาให้ ณัฐพงษ์กับพวก หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

เวลาอ่าน: 11 นาที

ศาลฎีกานัดฟังคำสั่ง "คดี 44 สส." ว่าจะรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ และจะมีคำสั่งให้ 10 ผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบันหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวในระหว่างรอคำพิพากษาคดีนี้หรือไม่

เบื้องต้น นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และหัวหน้าทีมต่อสู้คดี ซึ่งตกเป็น 1 ใน 44 ผู้ถูกกล่าวหาด้วย แจ้งสื่อมวลชนว่าทางพรรคจะส่งทนายความไปรับฟังคำสั่งศาลในวันนี้ (24 เม.ย.)

คดีนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา กล่าวหานายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กับพวกรวม 44 คน กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2564

ในจำนวนผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน มี สส. ปัจจุบันอยู่ 10 คน รวมถึงนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. ด้วย ทั้งนี้ ป.ป.ช. ได้ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ 10 สส. หยุดปฏิบัติหน้าที่นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้อง จนกว่าจะมีคำพิพากษา ทว่า 10 สส. ได้ยื่นคัดค้านคำร้องดังกล่าวของ ป.ป.ช.

วันเดียวกัน พรรค ปชน. นัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีระหว่าง 24-26 เม.ย. โดยนัดหมายสื่อมวลชนเปิดแถลงข่าวชี้แจงแนวทางต่อสู้คดีของพรรคในเวลาราว 12.00 น.

บีบีซีไทยได้รับคำยืนยันจากแกนนำพรรค ปชน. ว่า หาก 10 สส. ต้อง "เว้นวรรค" การทำหน้าที่ตามคำสั่งศาล พรรคจะใช้เวทีประชุมใหญ่ 26 เม.ย. ขอมติปรับเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) บางตำแหน่ง เพื่อให้สามารถทำหน้าที่แกนนำฝ่ายค้านได้อย่างสมบูรณ์ เพราะจนขณะนี้ยังไม่มีการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็น สส. และเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านที่มีจำนวนเสียงมากที่สุดในสภา และเป็นตำแหน่งที่ต้องโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

บุคคลที่คาดว่าจะขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคสีส้มคนใหม่คือ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ที่เพิ่งเข้าสภาเป็นสมัยแรก

ขณะที่นายณัฐพงษ์จะถอยจากเก้าอี้ผู้นำพรรคเพื่อไปทำงานจัดการหลังบ้าน เช่นเดียวกับนายศรายุทธิ์ ใจหลัก ที่ขอลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคไปก่อนหน้านี้ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อความพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 โดยพรรคสีส้มตกที่นั่งพรรคอันดับ 2 นำ สส. เข้าสภาได้ 120 คน จากเดิมเคยชนะเลือกตั้ง 2566 ด้วยยอด สส. 151 คน

สำหรับพรรค ปชน. เป็นพรรคทายาทลำดับที่ 3 ที่สืบทอดอุดมการณ์จากพรรคอนาคตใหม่ซึ่งถูกยุบพรรคด้วยคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญจาก "คดีธนาธรปล่อยเงินกู้ให้พรรคตัวเอง" และตัดสิทธิ กก.บห. 16 คน ตามด้วยพรรคก้าวไกลซึ่งถูกสั่งยุบจาก "คดีล้มล้างการปกครอง" และตัดสิทธิ กก.บห. 11 คน

ที่มาที่ไปของคดี

ย้อนไปเมื่อ ก.พ. 2564 สส. พรรค ก.ก. 44 คน ร่วมกันลงชื่อเสนอชุดร่างกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของประชาชนจำนวน 5 ฉบับต่อสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 ในจำนวนนี้คือร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

มาตรา 112 ระบุว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมีการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์เมื่อปี 2563 โดยมีนักกิจกรรมการเมืองและประชาชนถูกดำเนินคดีมาตรา 112 อย่างน้อย 216 คน ใน 235 คดี ตามการรวบรวมข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (ข้อมูล ณ ช่วงที่พรรค ก.ก. เสนอร่างกฎหมายต่อสภา)

หลังจากนั้นมีบุคคลและองค์กรต่าง ๆ ยื่นเรื่องให้องค์กรอิสระตรวจสอบการกระทำของ สส.ก้าวไกล ซึ่ง "คดี 44 สส." ที่ศาลฎีกากำลังจะพิจารณานี้ มี "หัวเชื้อ" จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญใน 2 คดี

31 ม.ค. 2567 ศาลมีมติเอกฉันท์ว่าการกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรค ก.ก. ในการเสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ. …. เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือที่ถูกเรียกขานว่า "คดีล้มล้างการปกครอง"

7 ส.ค. 2567 ศาลมีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรค ก.ก. และเพิกถอนสิทธิ กก.บห. จำนวน 11 คน เป็นเวลา 10 ปี หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะผู้ร้อง นำคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ซึ่งเป็นคดีแรกไปยื่นคำร้องให้ยุบพรรคต่อ

หลังทราบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในคดีแรก 2 "นักร้อง(เรียน)การเมือง" คือ นายธีรยุทธ สุวรรณเกสร กับนายสนธิญา สวัสดี ได้ "รุกต่อ" ด้วยการยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เมื่อ 2 ก.พ. 2567 เพื่อขอให้ตรวจสอบและเอาผิด 44 สส. ที่ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 112 ในความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรงตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561

ป.ป.ช. ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงโดยใช้เวลา 2 ปีเต็มในการพิจารณาคดี แบ่งกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาออกเป็นหลายกลุ่มตามพฤติการณ์ที่แตกต่างกันไป ก่อนมีมติเป็นเอกฉันท์ชี้มูลความผิดผู้กกล่าวหาแบบยกล็อตเมื่อ 9 ก.พ. 2569 หรือ 1 วันภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งเลขาธิการ ป.ป.ช. ได้ออกมายืนยันว่าการดำเนินการของ ป.ป.ช. ไม่เกี่ยวข้องกับไทม์ไลน์ทางการเมือง

คำร้องของ ป.ป.ช. ว่าอย่างไร

คำร้องของ ป.ป.ช. อ้างถึงพฤติการณ์ของ 44 นักการเมืองเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง สส. พรรค อนค. ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรค ทั้ง 44 คนจึงย้ายมาสังกัดพรรค ก.ก. ระหว่าง 10 ก.พ. 2564-20 มี.ค 2566

ขณะที่ทั้ง 44 คนดำรงตำแหน่ง สส. ได้กระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงฯ โดยมีเจตนากระทำการโดยไม่สมควรที่อาจกระทบต่อความมั่นคง แห่งราชอาณาจักรและเกียรติยศของประมุขแห่งรัฐ ร่วมกันเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) ให้มีบทบัญญัติที่เป็นการลดทอนสถานะความสำคัญ การรับรองคุ้มครอง การเทิดทูนองค์พระมหากษัตริย์ที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ แม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอจะต้องอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้แจ้งถึงข้อบกพร่องดังกล่าวให้ทั้ง 44 คนทราบแล้ว แต่ทั้งหมดยังคงยืนยันจะเสนอร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว

คำร้องของ ป.ป.ช. ระบุว่า การกระทำของทั้ง 44 คน "เป็นการกระทำอันมีเจตนามุ่งร้ายโดยชัดแจ้งที่จะทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยการไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง"

ป.ป.ช. ขอให้ศาลฎีกาได้โปรดมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง สรุปได้ ดังนี้

  • ให้ผู้คัดค้าน 10 คน (ที่เป็น สส. ปัจจุบัน) หยุดปฏิบัติหน้าที่นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้อง จนกว่าจะมีคำพิพากษา
  • ให้ผู้คัดค้าน 10 คน (ที่เป็น สส. ปัจจุบัน) พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่
  • ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้ง 44 คน และห้ามมิให้ผู้คัดค้านทั้ง 44 คนดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดไป
  • ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้ง 44 คน มีกำหนดเวลาไม่เกิน 10 ปี

ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 235 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87, มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 13 ประกอบข้อ 3 และข้อ 27

แนวต่อสู้ของพรรคส้ม

นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค และฝ่ายกฎหมายของพรรค ปชน. เคยเปิดเผยแนวทางการต่อสู้คดี 44 สส. เอาไว้ 3 ประเด็นใหญ่คือ

  • ประเด็นแรก ข้อต่อสู้ตามหลักการว่าอำนาจฝ่ายตุลาการไม่สามารถล่วงละเมิดการพิจารณาเนื้อหาของฝ่ายนิติบัญญัติได้
  • ประเด็นที่สอง ข้อต่อสู้เฉพาะบุคคล ถึงแม้ทั้ง 44 คนจะถูกเหมารวมเป็นสำนวนเดียวกัน อย่างไรก็ตามแต่ละคนถูกกล่าวหาด้วยวิธีการเฉพาะตัวด้วย ดังนั้นต้องมีการสืบเจตนาและพฤติการณ์เฉพาะตัวกับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีเจตนาหรือไม่อย่างไร
  • ประเด็นที่สาม อำนาจของ ป.ป.ช. ตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงกระบวนการที่ผ่านมาทั้งหมด "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย"

รองหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ศาลได้สั่งให้ ป.ป.ช. ไปแก้ไขคำร้องเพิ่มเติม ซึ่งส่วนตัวคิดว่าคำร้องของ ป.ป.ช. ยังดูไม่ค่อยสมบูรณ์ เอกสารประกอบท้ายคำร้องยังส่งไม่ครบ และพบข้อบกพร่องบางประการค่อนข้างร้ายแรง ซึ่ง ป.ป.ช. อาจกระทำการละเมิดกฎหมาย ทั้งนี้พรรคจะยื่นคำร้องให้ศาลฎีกาพิจารณาเพิ่มเติม โดยขอให้ศาลสั่งยกคดีทั้งหมด หรือย้อนกระบวนการพิจารณาใหม่

ใครคือผู้ถูกร้องบ้าง

ผู้ถูกร้องคดีนี้เป็นนักการเมืองและอดีตนักการเมืองรวม 44 คน ซึ่งเป็นผลจากการกระทำเมื่อ 5 ปีก่อน ในจำนวนนี้มีอยู่ 10 คนที่มีสถานภาพ สส. ของสภาชุดที่ 27 และมี กก.บห. พรรค ปชน. รวมอยู่ด้วย 8 คน จากทั้งหมด 14 คน

8 คนเป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 8 คน ได้แก่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล รองหัวหน้าพรรค และอดีตประธานวิปฝ่ายค้าน, นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรค, นายวาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค, นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายทะเบียนพรรค, นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์

2 คนเป็น สส.กทม. คือ นายธีรัจชัย พันธุมาศ, นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร

2 คนเป็นผู้บริหารพรรค แต่ไม่ได้เป็น สส. ในปัจจุบันคือ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค และนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กก.บห.

นอกจากนี้ยังมีอดีตนักการเมือง 8 คนที่อยู่ระหว่างถูกตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี ตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญคดียุบพรรค ก.ก. คือนายพิธาและคณะ

2 วันก่อนถึงวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกา ปรากฏว่า นายนิติพล ผิวเหมาะ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ที่ร่วมอุดมการณ์มาตั้งแต่ยุคพรรค อนค. กก. และ ปชน. และเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาคดี 44 สส. ได้ประกาศผ่านเฟซบุ๊กของเขาว่าได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค โดยระบุตอนหนึ่งว่า "ผมเชื่อว่าผมสามารถทำงานเพื่อประชาชนได้มากกว่านี้" แต่ยังเคารพพรรคและเพื่อนร่วมงานทุกคนที่เคยร่วมกันมา

สิ่งที่ต้องจับตา

ศาลฎีกานัดประชุมองค์คณะคดีหมายเลขดำ คมจ.1/2569 หรือที่ถูกเรียกขานว่า "คดี 44 สส." ในช่วงเช้า ก่อนนัดคู่ความมาฟังคำสั่งเวลา 10.30 น. ว่าจะรับคำร้องไว้ไต่สวนหรือไม่

โดยทั่วไปเมื่อคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ เข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาล ทันทีที่ศาลฎีกาประทับรับฟ้อง ผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคําพิพากษา เว้นแต่ศาลจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น (กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 235) ซึ่งคดีก่อน ๆ บรรดาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปแบบอัตโนมัติ แต่คดีนี้ มี สส. ถูกกล่าวหา 10 คน และพวกเขาก็ยื่นคำร้องค้านด้วย จึงต้องรอดูว่าองค์คณะพิจารณาคดี 44 สส. จะใช้ดุลพินิจอย่างไร และยกเหตุผลใดประกอบ

การไต่สวนคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ ใช้เวลาราว 9 เดือนบวกลบ ขึ้นอยู่กับรูปคดีและการนำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนพิจารณาคดี แต่คดีมีผู้ถูกกล่าวหาถึง 44 คน หากต้องขึ้นเบิกความถูกคนก็อาจจะใช้เวลายาวนานกว่ามาก

ท้ายที่สุด หากผลการพิจารณาคดีออกมาไม่เป็นคุณแก่ 44 สส. พวกเขาอาจถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป หรือที่เรียกกันว่า "แจกใบดำ" หรือ "ประหารชีวิตทางการเมือง" คือ ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. สว. สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และไม่มีสิทธิดํารงตําแหน่งทางการเมืองใด ๆ และไม่มีแม้กระทั่งสิทธิในการเข้าคูหาเลือกตั้ง เพราะอาจโดนเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปีด้วย

มาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฯ เป็นกฎหมายที่เขียนขึ้นภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 219 ที่กำหนดให้บังคับใช้กับ สส. สว. และ ครม. ด้วย

ที่ผ่านมา มีนักการเมืองหลายคนถูก "ประหารชีวิตทางการเมือง" ด้วยกฎหมายนี้ โดยมีศาลฎีกาเป็นผู้พิพากษา ไม่ว่าจะเป็น น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ กรณีโพสต์ภาพถ่ายและข้อความในลักษณะมิบังควรต่อสถาบันฯ ลงบนเฟซบุ๊กในปี 2553 (ก่อนมาเป็น สส.), น.ส.กนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีต รมช.ศึกษาธิการ พรรคภูมิใจไทย กรณีรุกป่าเขาใหญ่, น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต สส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กรณีครอบครองเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. โดยมิชอบ, น.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ สส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ กรณีเสียบบัตรแทนกันในสภา

ณัฐพงษ์ ชี้เหตุที่ศาลไม่ควรสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่-พิธาระบุเสนอแก้ ม.112 ในสภา เพราะเป็น "พื้นที่ปลอดภัย" ยุติความขัดแย้ง

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. และ สส.บัญชีรายชื่อ โพสต์บนเฟซบุ๊กยืนยันว่าการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ม. 112 ของ สส. อดีตพรรคก้าวไกล อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่อันชอบด้วยรัฐธรรมนูญในฐานะผู้แทนราษฎรที่มาจากประชาชน

"พวกเรามิได้มีความมุ่งหมายที่จะล้มล้างหรือเซาะกร่อนบ่อนทำลายตามที่ถูกกล่าวหาจากผู้มีอำนาจแต่อย่างใด"

หัวหน้าพรรค ปชน. ชวนตั้งคำถามถึงการใช้มาตรฐานจริยธรรม "โดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน หรือถูกใช้อย่างไม่มีมาตรฐาน" กับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะคดีของกรณี 44 สส. เดินหน้าอย่างรวดเร็ว แต่หลายคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชันในมือของ ป.ป.ช. กลับไม่คืบหน้า

"ผมเชื่อว่าสิ่งที่พวกเราถูกกระทำในวันนี้ สาเหตุที่แท้จริงไม่ใช่การเสนอร่างกฎหมาย หากแต่เป็นเพราะพวกเราคือตัวแทนของประชาชนที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง" นายณัฐพงษ์กล่าว

นายณัฐพงษ์ยืนยันด้วยว่า ไม่ว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งแบบใด สส. พรรคประชาชนทั้ง 10 คน ควรจะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพราะไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และ สส. ทั้ง 10 คนไม่สามารถเข้าชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ. ที่มีลักษณะคล้ายหรือทำนองเดียวกับคำร้องของ ป.ป.ช. ได้อีก

นอกจากนี้การทำหน้าที่ สส. ต่อไปไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการแสวงหาข้อเท็จจริงของศาลฎีกา หรือกระทำการยุ่งเหยิงต่อพยานหลักฐานได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. แสวงหาข้อเท็จจริงไปหมดแล้ว

หัวหน้าพรรคสีส้มกล่าวต่อด้วยว่า หากศาลฎีกาสั่งให้ สส.10 คนหยุดปฏิบัติหน้านี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการปกครองระบอบรัฐสภาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะจะทำให้ สส. คนอื่น หรือฝ่ายนิติบัญญัติทั้งหมดเกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าทำหน้าที่ในฐานะ "ผู้แทนราษฎร" แม้เป็นอำนาจที่มีตามรัฐธรรมนูญในการเสนอร่าง พ.ร.บ.

ด้านนาย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อคืนที่ผ่านมายืนยันเจตนาของอดีต สส. พรรคก้าวไกลว่า การเข้าชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ. ครั้งนั้น มิได้เป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย หรือล้มล้างการปกครองแต่อย่างใด

"ในช่วงเวลานั้น สังคมไทยมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างรุนแรง หากปล่อยให้ความขัดแย้งดำรงอยู่โดยไม่มีพื้นที่ปลอดภัยและมีความชอบธรรม ก็มีความเสี่ยงที่จะลุกลามบานปลายเกินกว่าที่พี่น้องประชาชนจะคาดคิด ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เราในฐานะ "ผู้แทนราษฎร" ทำ คือนำเรื่องนี้กลับเข้ามาอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติเพื่อให้มีการอภิปราย และแลกเปลี่ยนกันอย่างมีวุฒิภาวะในสภาที่มีข้อบังคับชัดเจน ซึ่งเป็นวิถีทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับระบอบประชาธิปไตย และได้รับการยอมรับโดยทั่วไปในนานาอารยประเทศ"

พิธากล่าวว่า การเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว ไม่ควรเป็นคดีตั้งแต่ต้น และมองว่าทั้งหมดคือ "กระบวนการนิติสงครามที่มุ่งหยุดยั้งความพยายามในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมผ่านกระบวนการรัฐสภาของพวกเรา ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน"

เขายังกล่าวกรณีที่เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ 6 เดือนใน "คดีหุ้นไอทีวี" ก่อนกลับเข้าสภาว่า สส. ทั้ง 10 คน ไม่มีความจำเป็นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะการทำหน้าที่ สส. ถูกตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว อีกทั้งด้วยจำนวน 10 คน ไม่สามารถเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายต่อสภาในลักษณะเดิมซ้ำได้