ย้อนเส้นทาง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา จุดไหนในเส้นทางอาชีพที่ส่งให้ได้เป็น ว่าที่ ผบ.ตร. คนที่ 16

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร. คนที่ 16

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร. คนที่ 16
Published
เวลาอ่าน: 8 นาที

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ขึ้นแท่นเป็นว่าที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร) คนที่ 16 หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) มีมติเอกฉันท์ 12-0 ให้แคนดิเดตที่มีความอาวุโสเป็นลำดับ 3 ขึ้นกุมบังเหียนเป็น "แม่ทัพสีกากี"

การประชุม ก.ตร. เมื่อวานนี้ (22 ก.ค.) มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย นั่งเป็นประธาน ก.ตร. ในวาระการพิจารณาคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. คนต่อไป

แคนดิเดตทั้งหมด 4 คน เรียงตามลำดับอาวุโสมากสุดไปน้อยสุด ดังนี้ พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., และ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จเรตำรวจแห่งชาติ

สุดท้ายแล้ว ที่ประชุม ก.ตร. มีมติเป็นเอกฉันท์เลือกนายพลตำรวจที่ไม่ได้อยู่ในลำดับอาวุโสแรก และยังเหลืออายุราชการอีกถึง 7 ปี โดยมีกำหนดเกษียณอายุราชการในปี 2576 ยาวนานที่สุดเมื่อเทียบกับแคนดิเดตคนอื่น ๆ ที่มีกำหนดเกษียณอายุราชการในปี 2570-2572

รู้จัก "สำราญ นวลมา" จาก "เด็กวัด" เพชรบุรี สู่ นายใหญ่นครบาล

พล.ต.อ.สำราญ มาจากครอบครัวชาวบ้านธรรมดา เคยเป็นเด็กวัดคอยเดินตามพระวัดโตนดหลวง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี อาศัยข้าวก้นบาตรเลี้ยงชีพ จึงปลูกฝังนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตน ด้วยความมุ่งมั่น สอบเข้าเรียนต่อเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 34 นักเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานรุ่น 50 (นรต.50)

เมื่อปี 2547 หลังจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจมาได้ 7 ปี ขณะมียศเป็น ร.ต.อ. ตำแหน่งรองสารวัตร เขาได้รับตำแหน่งสำคัญขึ้นเป็นสารวัตรสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (หน่วย 191) ที่เพิ่งเพิ่มตำแหน่งเป็น 3 คน แบ่งกันคุมพื้นที่สืบสวนปราบปรามอาชญากรรม "เหนือ-ใต้-ธนฯ" ใหม่ เพราะก่อนหน้านั้นมีสารวัตรเพียงคนเดียว ซึ่งชาวนครบาลเรียกกันติดปากว่า "สืบพิเศษ"

สำราญเติบโตในหน่วย 191 หลายปี จนเป็นรองผู้กำกับการสายตรวจในปี 2551 เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ไม่พรวดพราด ครองตำแหน่งครบกำหนดระยะเวลา ก็เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ช่วงนี้เองที่เขาได้รับการจับตามองว่าจะเติบโตนำรุ่น เพราะอยู่ในหน่วยสำคัญของนครบาล

สำราญนั่งเก้าอี้รองผู้กำกับการ 4 ปีเต็ม ทั้งที่ 191 และศูนย์สืบสวนนครบาล ก็ขยับขึ้นเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาล (ผกก.สน.) ดอนเมือง เมื่อปี 2555 ก่อนโยกกลับมาเป็นผู้กำกับการสายตรวจ อยู่จนครบเป็นรองผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษเมื่อปี 2559 จากนั้นเริ่ม "ได้แรงหนุนดี" ได้รับการยกเว้นหลักเกณฑ์ขึ้นเป็นผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษในปี 2561 หลังนั่งเก้าอี้รองผู้บังคับการได้เพียง 2 ปี ซึ่งไม่ครบหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) กำหนดไว้ 5 ปี

ในรายงานของบีบีซีไทยปี 2564 อ้างอิงรายงานจาก "ฐานเศรษฐกิจ" ที่ระบุว่าระหว่างดำรงตำแหน่งผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ 191 เขาได้ปฏิบัติงานการถวายอารักขาและถวายความปลอดภัยแด่องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ และสั่งการให้ตำรวจสายตรวจรถยนต์ออกตรวจตรา ตั้งจุดตรวจ จุดสกัดจับ เน้นการควบคุมอาชญากรรมให้ได้มากที่สุด และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างตำรวจกับประชาชน

จนกระทั่งในปี 2562 สำราญขึ้นตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) แล้วขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ในปี 2564 ซึ่งในตอนนั้นเขาต้องรับมือกับการชุมนุมทางการเมืองในกรุงเทพฯ หลายระลอกด้วยกัน

ต่อมาในปี 2565 เขาขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และตามมาด้วยตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. ในปี 2568

คดีดังล่าสุดของ พล.ต.อ.สำราญ คือการนำทีมเปิดปฏิบัติการ "ถอดเกล็ดมังกร" ปราบปรามขบวนการรับจ้างแจ้งเกิดให้เด็กจีนได้สัญชาติไทย ซึ่งมีอดีตเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชนและเจ้าหน้าที่สำนักเขตเป็นผู้ร่วมกันกระทำความผิด ไปจนถึงปฏิบัติการ "ทลายนอมินีต่างด้าว" ที่มุ่งตรวจสอบการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย หรือกระทำผ่านนอมินีในไทย

ปัจจุบัน พล.ต.อ.สำราญ ยังนั่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศอ.ปส.ตร.) ซึ่งกำหนดทิศทางการปราบปรามยาเสพติดทั่วประเทศด้วย

นอกจากผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ พล.ต.อ.สำราญ ยังจบการศึกษาปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต และปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง รวมถึงผ่านการฝึกอบรมชั้นนำหลายหลักสูตรด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรยุทธวิธีและสืบสวนต่าง ๆ ไปจนถึงหลักสูตรจิตอาสา 904 (หลักสูตรประจำ) รุ่นที่ 2 หน่วยราชการในพระองค์

พล.ต.อ.สำราญ ยังนั่งเป็นกรรมการอิสระและประธานคณะกรรมการกำกับดูแลความยั่งยืนและบรรษัทภิบาล บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น ตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย. 2565 จนถึงปัจจุบัน รวมถึงดำรงตำแหน่งกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ด้วย

การเติบโตในตำแหน่งที่รวดเร็ว

ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจวันที่ 19 ก.พ. 2564 นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคก้าวไกลในขณะนั้น ขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม รวมถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่นั่งอยู่ใน ก.ตร. ยุคนั้นว่าไม่สามารถจัดการกับการโยกย้ายที่เกี่ยวเนื่องกับ "ตั๋วตำรวจ" หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า "ตั๋วช้าง" ได้

ส่วนหนึ่งของการอภิปราย นายรังสิมันต์ตั้งคำถามกับการเลื่อนชั้นอย่างรวดเร็วของ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล (ยศในเวลานั้น) ซึ่งได้รับการยกเว้นหลักเกณฑ์ถึง 3 ครั้ง ทำให้จากเดิมนั่งตำแหน่งผู้กำกับในกองบัญชาการพิเศษ (คอมมานโด) ในปี 2559 จนได้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ในปี 2563 ด้วยระยะเวลาเพียง 3 ปี 4 เดือน ร่นระยะเวลาไปได้ราว 8 ปี 8 เดือน

นายรังสิมันต์ยังอภิปรายด้วยการอ้างอิงเอกสาร ก.ตร. 2 ฉบับ ซึ่งทำให้เห็นว่ามีตำรวจอีก 4 นายที่ขอยกเว้นหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ และได้รับอนุมัติไปแล้ว เช่น ในปี 2561 ปรากฏชื่อของ พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช และ พ.ต.อ.สำราญ นวลมา ส่วนในปี 2562 มีชื่อของ พ.ต.อ.สันติ ชัยนิรามัย และ พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม (ยศอ้างอิงตามเอกสารที่นายรังสิมันต์ใช้อภิปราย) โดยนายรังสิมันต์ระบุว่า "ทั้งหมดนี้ได้ยกเว้นหลักเกณฑ์ให้เลื่อนจากรองผู้บังคับการเป็นผู้บังคับการกันโดยถ้วนหน้า"

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการประท้วงของเพื่อนสมาชิกในระหว่างการอภิปราย นายรังสิมันต์อ่านรายชื่อดังกล่าวโดยใช้ชื่อย่อตามตัวอักษร แต่สไลด์ที่นำเสนอในสภาปรากฏชื่อและตำแหน่งของทุกคนอย่างละเอียด ซึ่งนำไปสู่การประท้วงของนายไพบูลย์ นิติตะวัน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ว่าอาจทำให้บุคคลภายนอกเสียหาย

.

ที่มาของภาพ, Thai News pix

ในบทวิเคราะห์ของบีบีซีไทยในปี 2564 ระบุว่าหากไม่มี "อุบัติเหตุ" ใด พล.ต.อ.สำราญ จะได้ขึ้นครองตำแหน่ง ผบ.ตร. และตามมาด้วย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช เพื่อนร่วมรุ่น นรต.50 ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.)

ทว่า สิ่งที่พลิกโผไปจากบทวิเคราะห์เมื่อ 5 ปีที่แล้วคือชะตากรรมของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีต รอง.ผบ.ตร. ที่เคยเป็นตัวเต็งว่ามีโอกาสนั่งกุมบังเหียนแม่ทัพสีกากี แต่ตอนนี้ระหกระเหินเผชิญคดีความจนตัวเองพ้นจากตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. ทำให้สูตร "สำราญ 2574-2576 และ จิรภพ 2576-2579" ร่นขึ้นมาเร็วกว่าเดิม

"ไม่เซอร์ไพรส์" กับผลที่ออกมา

บีบีซีไทยพูดคุยกับ พ.ต.ท.ธีรวัตร์ ปัญญาณ์ธรรมกุล อดีตสารวัตรและอดีตผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน เขาบอกว่า "ไม่เซอร์ไพรส์" กับผลการคัดเลือก ผบ.ตร. คนที่ 16 ของไทย

"ถ้าไม่เป็นเขา ก็มองไม่ออกว่าจะเป็นใคร เพราะมันไม่ได้เริ่มจากการแต่งตั้งวันนี้-พรุ่งนี้ แต่เป็นสิ่งที่เขาวางรากฐานมาหลายปีแล้ว" พ.ต.ท.ธีรวัตร์ กล่าว "แกข้ามมาหลายช็อตแล้ว เราก็มองกันออกว่ามันจะมาในรูปแบบไหน"

เขาชี้ให้ดูลำดับอาวุโสของแคนดิเดต ผบ.ตร. ทั้ง 4 ราย เห็นได้ว่า พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี เป็น นรต.รุ่น 43, พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร เป็น นรต.รุ่น 42 และ พล.ต.อ.อิทธิพล เป็น นรต.รุ่น 43 แต่ พล.ต.อ.สำราญนั้นเป็น นรต.รุ่น 50 ห่างกับแคนดิเดตคนอื่น 7-8 รุ่น

"7-8 รุ่น มันสื่อถึงอะไร การเรียนโรงเรียนเตรียมทหารบวกกับโรงเรียนนายร้อย เรียนกันมา 6 ปี แสดงว่าพี่ ๆ รุ่น 42-43 จบมาเป็นผู้หมวด พี่สำราญยังไม่เข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารเลย มันข้ามรุ่นมาเยอะมาก"

พ.ต.ท.ธีรวัตร์ แสดงความกังวลว่าการขึ้นสู่ตำแหน่งที่เร็วเกินไปโดยที่ "บารมียังไม่ถึง" อาจทำให้ความขัดแย้งในองค์กรตำรวจตามมา เนื่องจากลำดับอาวุโสในวงการตำรวจนั้นไม่ได้หมายถึงความอาวุโสด้านอายุเท่านั้น แต่เป็นความก้าวหน้าตามอายุงานที่คู่ขนานกันมาด้วย ด้วยเหตุนี้การแต่งตั้ง ผบ.ตร. ที่ถูกมองว่า "ขึ้นตำแหน่งมาอย่างรวดเร็ว" อาจทำให้เกิดคำถามต่อผู้ปฏิบัติงานว่าจะมีความหวังในการเติบโตในสายงานตามปกติได้อย่างไร

เขากล่าวต่อว่า หากมองย้อนกลับไปที่การบริหารงานของ ผบ.ตร. แต่ละยุคที่ผ่านมา หากคนในรุ่นใดขึ้นเป็นผู้นำก็มักจะดึงเพื่อนร่วมรุ่นขึ้นมาเป็น "หัวหาด" นั่งในตำแหน่งหลัก ๆ เพราะเป็นกลุ่มคนที่ไว้ใจมากที่สุด ดังนั้นหากรุ่นที่มีอายุน้อยเกินไปขึ้นมานั่งในตำแหน่งผู้นำ ก็อาจทำให้เกิดปัญหาในการปกครองรุ่นพี่ที่ยังอยู่ในระบบจำนวนมาก

"ย้อนกลับไปตอนที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เป็น ผบ.ตร. เขามาจาก นรต.รุ่น 36 คนที่เป็นผู้บัญชาการหลัก ๆ ก็จะเป็นรุ่น 36 เพราะฉะนั้นถ้าวันนี้รุ่น 50 ขึ้นมา มือทำงานมันก็ไม่พ้นเพื่อนเขา ก็ต้องเป็นรุ่น 50 ขึ้นมา"

ทว่า เขาก็ยอมรับว่าในเมื่อ พล.ต.อ.สำราญ ขึ้นมาสู่ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. ได้ แคนดิเดต ผบ.ตร. ทั้งหมดก็ถือว่ามีศักดิ์เท่ากัน การตีความความเหมาะสมจะไม่ได้พิจารณาจากลำดับความอาวุโสเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาจากความรู้ความสามารถควบคู่กัน

"พออยู่ในโหล [รอง ผบ.ตร.] นี้แล้ว อาวุโสก็ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น เพราะสุดท้ายแล้วก็เลือกได้ ไม่ผิด แต่จะค้านสายตาคนดูหรือเปล่า อันนี้ต่างหากที่สำคัญ" พ.ต.ท.ธีรวัตร์ กล่าว

.

ที่มาของภาพ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ในบทความเรื่อง Thailand's Police in 2025: Politicised Reshuffle and Endemic Corruption (ตำรวจไทยในปี 2568: การโยกย้ายที่ถูกครอบงำด้วยการเมืองและการทุจริตที่ฝังรากลึก) ซึ่งตีพิมพ์บนเว็บไซต์สถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS Yusof-Ishak Institute) ของประเทศสิงคโปร์ มีการพูดถึงการเติบโตของ พล.ต.อ.สำราญ ไว้ด้วยเช่นกัน

ดร.พอล แชมเบอร์ส ผู้เขียนบทวิเคราะห์ชิ้นนี้ระบุว่า การโยกย้ายแต่งตั้งตำรวจไทยในปี 2568 ยังเต็มไปด้วยการเล่นพรรคเล่นพวกของแต่ละฝ่ายที่อยู่ในองค์กรสีกากีของไทย ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายปฏิรูปองค์กรตำรวจที่ทางตัวองค์กรเองพยายามยึดเป็นพันธกิจหลักมานับตั้งแต่ปี 2565

เขาวิเคราะห์ว่าการโยกย้ายตำแหน่งขององค์กรตำรวจในปี 2568 ยังเป็นไปตามวิถีเดิม โดยถูกกำหนดจากการแข่งขันอย่างดุเดือดระหว่างกลุ่มอิทธิพลและกลุ่มอุปถัมภ์ต่าง ๆ ในทุกระดับ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของอิทธิพลของเครือข่ายรอยัลลิสต์เหนือองค์กรตำรวจ

ในส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์ ดร.พอล เขียนว่า หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นออกจากตำแหน่งก่อนวาระในวันที่ 29 ส.ค. 2568 ทำให้อิทธิพลของเพื่อไทยอ่อนแอลงอย่างมาก ซึ่งกระทบกับการทำโผโยกย้ายตำรวจด้วย เขามองว่าผู้ใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทยได้รับตำแหน่งระดับสูงเพียงน้อยนิด ขณะที่ "นายตำรวจที่ได้รับความโปรดปรานจากวัง เช่น พล.ต.ท.สำราญ นวลมา, พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช, พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย และ พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา ต่างได้รับการเลื่อนตำแหน่ง และยังมีอายุราชการเหลืออีกหลายปี" (อ้างอิงยศตามบทความต้นฉบับ)

ดร.พอล วิเคราะห์ว่า พล.ต.อ.สำราญ และ พล.ต.ท.จิรภพ ถูกมองว่าอยู่ในเส้นทางสู่การเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในอนาคต โดยอาจเห็น พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี เข้ามาคั่นต่อจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ที่ใกล้หมดวาระในปัจจุบัน แต่ผลการคัดเลือกเมื่อวานนี้ก็เผยให้เห็นแล้วว่าไม่เป็นไปตามนั้น

"พล.ต.อ.สำราญ มีความใกล้ชิดกับวังอย่างมาก จึงได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจสูงสุด เนื่องจากเขาจะเกษียณอายุราชการในปี 2576 จะทำให้เขาเป็น ผบ.ตร. ที่มีระยะเวลาดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ ในช่วงทศวรรษที่ 1960 เมื่อ พล.ต.อ.สำราญขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร."

ดร.พอล แชมเบอร์ส อาจารย์ประจำภาควิชาระหว่างประเทศและภูมิภาคศึกษา ม.โอคลาโฮมา ยังแสดงทัศนะกับบีบีซีไทยด้วยว่า "โปรดเตรียมพร้อมรับมือกับการบังคับใช้กฎหมาย ม.112 อย่างเข้มงวด"

ด้าน พ.ต.ท.ธีรวัตร์ ให้ความเห็นว่า อายุงานที่เหลืออีก 7 ปี ของ พล.ต.อ.สำราญ สามารถเป็นคุณหรือเป็นโทษก็ได้ ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์และการทำงานของว่าที่ ผบ.ตร. ต่อจากนี้

เขามองว่าหากใช้เวลา 7 ปีสำหรับการปฏิรูปองค์กรตำรวจให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ยึดโยงกับประชาชน ก็จะถือว่าเป็น 7 ปีที่ช่วยวางรากฐานเพื่อพัฒนาองค์กรตำรวจในระยะยาว เพราะงานปฏิรูปองค์กรตำรวจต้องใช้ระยะเวลา 8-10 ปี หากผู้นำลงมือทำอย่างจริงจังด้วยเจตจำนงอย่างแน่วแน่

"หากเขาทำได้มันก็ส่งผลในระยะยาว แต่ผมไม่มั่นใจว่าเขาจะทำในเชิงนั้นหรือเปล่า" พ.ต.ท.ธีรวัตร์ กล่าวกับบีบีซีไทย