"เพื่อการศึกษา เพื่อเสรีภาพ" ผู้หญิงชาวอัฟกันคนแรกที่พิชิตเอเวอเรสต์เปิดใจ

Portrait of River Ahmad during acclimatisation in Nepal before climbing Mount Everest. She is wearing a red insulated mountain jacket, and her black hair is tied back. She is smiling and looking up and to the left, against a backdrop of snow.

ที่มาของภาพ, Sandro Gromen-Hayes

คำบรรยายภาพ, ริเวอร์ อาห์หมัด เปิดเผยถึง ปฏิกิริยาในหมู่ชาวอัฟกันต่อความสำเร็จของเธอในหมู่ชาวอัฟกันนั้น "น่าทึ่งมาก"
    • Author, นาวิน ซิงห์ คัดกา
    • Role, ผู้สื่อข่าวสิ่งแวดล้อม
  • Published
  • เวลาอ่าน: 7 นาที

ในขณะที่ริเวอร์ อาห์หมัด ไปถึงยอดเขาเอเวอเรสต์ เธอรู้สึกถึง "ความสุขอย่างแท้จริง"

หญิงวัย 30 ปีผู้นี้กลายเป็นผู้หญิงชาวอัฟกันคนแรกที่ไปถึงยอดเขา หลังจากการไต่ช่วงสุดท้ายที่ใช้เวลา 11 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 21 พ.ค.

"เมื่อฉันยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลก ฉันรู้สึกทรงพลัง" เธอกล่าวกับบีบีซีเวิลด์เซอร์วิส

ก่อนหน้าปีนเขาครั้งนี้ อาห์หมัดเคยกล่าวว่าเธอกำลังปีนเขา "เพื่อเป้าหมายบางอย่าง… เพื่อเสรีภาพ เพื่อการศึกษา"

เธอต้องการใช้ความสำเร็จของตนเพื่อชี้ให้เห็นสถานการณ์ในอัฟกานิสถาน ซึ่งตาลีบันยุติให้การศึกษาสำหรับเด็กผู้หญิงและผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 12 ปี นับตั้งแต่กลับมามีอำนาจในปี 2021

การไต่จากแคมป์ 4 ซึ่งเป็นแคมป์ที่สูงที่สุดบนเส้นทางที่ระดับความสูง 7,950 เมตร ขึ้นไปยังยอดเขาที่ระดับ 8,849 เมตร ต้องผ่าน "เขตมรณะ" (death zone) ซึ่งระดับออกซิเจนมีเพียง 30% ของระดับน้ำทะเล

อาห์หมัดซึ่งให้สัมภาษณ์จากเบสแคมป์เอเวอเรสต์ บอกว่าระหว่างการไต่เขาที่ทรหดนั้น เธอได้รับแรงผลักดันจากทุกความทรงจำที่เธอผ่านมาจนมาถึงจุดนี้ ตั้งแต่การรอดชีวิตจากการโจมตีของตาลีบันด้วยการแกล้งตาย ไปจนถึงการย้ายไปออสเตรเลียและการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมใหม่

River Ahmad on Everest summit on 21 May. She is wearing a black oxygen mask over her mouth and nose, a red jacket, and black and yellow goggles on her forehead. Snow-capped mountains and small white clouds can be seen in the background.

ที่มาของภาพ, River Ahmad

คำบรรยายภาพ, อาห์หมัดกล่าวว่าต้องการใช้การปีนเขาเพื่อเน้นย้ำข้อเท็จจริงที่ว่าเด็กผู้หญิงและผู้หญิงชาวอัฟกันยังคงถูกพรากจากโอกาสทางการศึกษา

อาห์หมัดเติบโตในจังหวัดกัซนี ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอัฟกานิสถาน และอยู่ไปทางตอนใต้เทือกเขาฮินดูกูชเล็กน้อย

"ทุกวันฉันต้องเดินขึ้นลงเขาฝ่าหิมะลึกเป็นเวลานานถึง 4 ชั่วโมงเพื่อไปถึงห้องเรียนที่โรงเรียน"

ช่วงที่เธอเกิดมาเป็นยุคแรก ๆ ที่ตาลีบันมีอำนาจ และการศึกษาของเด็กผู้หญิงถูกจำกัดอย่างเข้มงวด แต่หลังการรุกรานของกองกำลังที่นำโดยสหรัฐอเมริกาซึ่งโค่นล้มตาลีบันในปี 2001 เด็กผู้หญิงสามารถกลับไปเรียนหนังสือได้ ทำให้การศึกษาระดับสูงและการทำงานของผู้หญิงขยับขยายมากขึ้น

อาห์หมัดกล่าวว่า ในปี 2014 เธอได้เกลี้ยกล่อมครอบครัวอนุญาตให้เธอเริ่มเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงคาบูล และเธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวบนรถโดยสารประจำทางที่เดินทางไปที่นั่น เมื่อกลุ่มนักรบตาลีบันหยุดรถคันดังกล่าวและเริ่มเปิดฉากยิง

เธอเล่าต่อว่าตอนนั้นกำลังมีประจำเดือน จึงนำเลือดบางส่วนมาป้ายลงบนใบหน้า จากนั้นก็นอนนิ่งจนกระทั่งมือปืนคิดว่าเธอเสียชีวิตแล้วและผละจากไป

จากนั้นครอบครัวย้ายไปอยู่กรุงคาบูล ซึ่งเธอเรียนต่อด้านวารสารศาสตร์และทำงานเป็นผู้สื่อข่าววิทยุโดยใช้นามแฝงที่นั้น อาห์หมัดเล่าว่าเธอย้ายไปอินเดียในปี 2019 และย้ายไปออสเตรเลียอีก 3 ปีให้หลัง ซึ่งทำให้เธอมีโอกาสเรียนภาษาอังกฤษและทำงานในเครือร้านเฟอร์นิเจอร์

หลังอยู่ที่ออสเตรเลียได้ 6 เดือน พี่ชายของเธอปลิดชีพตนเองเมื่อมีอายุได้ 20 ปี ทำให้เธอรู้สึกหลงทางและแตกสลาย และนั่นทำให้อาห์หมัดเริ่มรู้สึกสนใจการปีนเขาหลังจากเผชิญโศกนาฏกรรม

ในเวลานั้นเอง เธอตัดสินใจเปลี่ยนชื่อจริงจาก ซากียา เป็นริเวอร์ โดยได้แรงบันดาลใจจากแม่น้ำในออสเตรเลีย

"แม่น้ำนั้นใสสะอาดและไม่มีอะไรมาหยุดยั้งได้ พวกมันไหลต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และฉันคิดว่าฉันก็ควรเป็นแบบนั้น"

อาห์หมัดยังตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมปีนขึ้นสะพานซิดนีย์ฮาร์เบอร์ด้วย

"ฉันพบว่าตัวเองมีความสุขเมื่ออยู่สูงขึ้นไปบนท้องฟ้า และนั่นก็เป็นช่วงที่ฉันตระหนักว่าฉันควรปีนเขา" เธอกล่าว และเสริมว่าแนวคิดเรื่องการปีนเขาเอเวอเรสต์จึงเริ่มก่อตัวขึ้น

A line of mountaineers in coloured insulated jackets, scaling a steep snowy slope on Mount Everest

ที่มาของภาพ, Pemba Sherpa

คำบรรยายภาพ, ไกด์ชาวเชอร์ปาคนหนึ่งบันทึกภาพนี้ไว้ ซึ่งแสดงให้เห็นบรรดานักปีนเขาที่ต่อคิวยาวบนเอเวอเรสต์ในฤดูกาลนี้

เธอเริ่มการฝึกซ้อมด้วยการสมัครยิมและปีนยอดเขาใกล้นครเมลเบิร์น ควบคู่ไปกับการพยายามระดมทุนสำหรับค่าใช้จ่ายของคณะเดินทางซึ่งอยู่ที่ 85,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,720,000 บาท) โดยเธอบอกว่าใช้เงินออมของตัวเองเกือบ 1 ใน 4 เพื่อสมทบค่าใช้จ่าย ส่วนที่เหลือเป็นเงินกู้จากมูลนิธิแห่งหนึ่ง

"การระดมทุนเป็นเรื่องยากมาก ฉันไม่ได้รับสปอนเซอร์ใด ๆ สำหรับการเดินทางครั้งนี้" เธอกล่าว แต่ก็บอกด้วยว่ายังมีความหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนมากขึ้นสำหรับการเดินทางในอนาคต

หลังเดินทางไปถึงภูมิภาคเอเวอเรสต์ในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา เธอปีนภูเขาสองลูกที่มีความสูงมากกว่า 6,000 เมตร และใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการฝึกซ้อมและปรับตัวให้ร่างกายคุ้นชินกับระดับความสูง

เธอเป็นหนึ่งในเกือบ 500 รายที่ได้รับอนุญาตให้ปีนเอเวอเรสต์ในปีนี้ หลังรัฐบาลเนปาลออกใบอนุญาตจำนวนสูงเป็นประวัติการณ์ และจำนวนผู้ปีนที่มากเช่นนี้ก็นำมาซึ่งความท้าทายยิ่งกว่าเดิม

นักปีนเขาแต่ละรายต้องมีผู้ช่วยอย่างน้อยหนึ่งราย ซึ่งโดยมากเป็นชาวเนปาลจากชุมชนเชอร์ปา ส่งผลให้มีผู้พยายามขึ้นถึงยอดเขารวมกันมากกว่า 1,000 ราย นอกจากนี้ เส้นทางขึ้นจากทิเบตทางฝั่งจีนยังปิดไม่ให้ชาวต่างชาติปีนในปีนี้ ทำให้แรงกดดันยิ่งเพิ่มขึ้น

ช่วงเวลาประจำปีที่สภาพอากาศเหมาะสมสำหรับการขึ้นถึงยอดเขานั้นมีระยะสั้น ๆ โดยปกติคือช่วงครึ่งหลังของเดือน พ.ค. มันจึงเกิดภาพนักปีนเขายืนต่อแถวเป็นคิวยาวในบางวันที่สภาพอากาศเอื้ออำนวย

About 10 yellow and orange tents pitched on rocky scree, amid snow covered mountains, at the Everest Base Camp, pictured in low light at dusk or dawn,

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, บรรดานักปีนเขาเริ่มปีนขึ้นจากเบสแคมป์เอเวอเรสต์

ริเวอร์เล่าว่าตัวเธอและไกด์ชาวเชอร์ปา 2 คนต้องรออยู่นานถึง 4 ชั่วโมงใกล้ยอดเขา ซึ่งในช่วงเวลานี้ของปี อุณหภูมิมักต่ำกว่า -25 องศาเซลเซียส

"การจราจรในตอนนั้นติดขัด…เลวร้ายมาก" เธอกล่าว "ฉันกลัวมาก"

เธอกังวลว่าการรอคอยในตอนนั้นจะทำให้การไต่เขาของเธอเสี่ยงอันตราย ด้านผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การต่อคิวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงถึงชีวิตสำหรับนักปีนเขาที่เตรียมออกซิเจนมาไม่เพียงพอ และการต้องเผชิญสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายเป็นเวลานานขึ้นยังเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการน้ำแข็งกัดและตาบอดจากหิมะ

หากนับรวมเจ้าหน้าที่สนับสนุนชาวเนปาลซึ่งไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาต มีผู้ขึ้นถึงยอดเขาในวันนั้น 160 ราย ต่อเนื่องจากสถิติรายวัน 274 รายในวันก่อนหน้า และวันถัดมามีนักปีนเขา 2 รายจากอินเดียเสียชีวิตระหว่างการลงเขา

ท่ามกลางความกังวลเรื่องความแออัด รัฐบาลเนปาลได้ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และกำลังเข้มงวดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ยื่นขออนุญาตมากขึ้น เจ้าหน้าที่ยังทำงานร่วมกับผู้จัดคณะเดินทางเพื่อพยายามกระจายช่วงเวลาการขึ้นสู่ยอดเขา แต่ก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า มาตรการดังกล่าวยังไม่ได้ผลเพียงพอก็ตาม

A long line of climbers stretches along a perilous-looking ridge at the Hillary Step near the Everest summit in 2019.

ที่มาของภาพ, AFP / GETTY / PROJECT POSSIBLE

คำบรรยายภาพ, มีความกังวลเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกิดจากการต่อคิวยาวเพื่อขึ้นถึงยอดเขา ดังเช่นภาพนี้ที่ถูกถ่ายไว้เมื่อปี 2019

อาห์หมัดกล่าวว่า "รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง" ต่อความช่วยเหลือและความเชี่ยวชาญของไกด์ทั้งสองคนของเธอ และบรรยายว่ารู้สึกมีความสุขอย่างท่วมท้น ทั้งบนยอดเขาและระหว่างการลงเขา ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่าการไต่ขึ้นมาก

"มันไม่ใช่แค่ความสุขจากการพิชิตเอเวอเรสต์เท่านั้น แต่เป็นประสบการณ์ตลอดชีวิตจากการได้เห็นธรรมชาติจากจุดสูงสุดของโลก" เธอกล่าว "ฉันใช้ชีวิตอยู่กับช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นอย่างเต็มที่"

เธอกล่าวว่าปฏิกิริยาในหมู่ชาวอัฟกันนั้น "น่าทึ่งมาก" แม้แต่อดีตประธานาธิบดีฮามิด คาร์ไซ ก็ร่วมยกย่องว่าเป็นความสำเร็จของผู้หญิงชาวอัฟกัน

"สิ่งนี้ได้ส่งสารกลับไปยังบ้านเกิดว่า เราสามารถทำได้แม้แต่สิ่งที่ยากที่สุด" เธอกล่าว

ทว่า สารหลักของเธอนั้นไปไกลกว่าการปีนเขา อาห์หมัดบอกว่า "แม้จนถึงวันนี้ เด็กผู้หญิงชาวอัฟกันหลายล้านรายยังคงถูกปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐานในการศึกษา และเราจำเป็นต้องปีนภูเขาลูกนั้น"

รัฐบาลตาลีบันเคยระบุในตอนแรกว่าการห้ามการศึกษาระดับมัธยมและอุดมศึกษาสำหรับเด็กผู้หญิงและผู้หญิงจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและความปลอดภัย เมื่อไม่นานมานี้ บีบีซีได้สอบถามรองโฆษกรัฐบาลเกี่ยวกับประเด็นนี้ เขาได้ส่งคำถามต่อไปยังกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งทางบีบีซีไม่ได้รับการตอบกลับ

อาห์หมัดบอกว่า มีแผนจะระดมทุนเพื่อสนับสนุนผู้หญิงในอัฟกานิสถาน และส่งข้อความถึงพวกเธอว่า "จงเข้มแข็ง เชื่อมั่นในตัวเองว่าพวกคุณสามารถปีนผ่านช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดของประวัติศาสตร์นี้ได้ พวกเราทำได้"