"นิติสงครามระหว่างองค์กรตรวจสอบ" มุนินทร์ พงศาปาน วิเคราะห์ปม กกต. เตรียมส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจศาลฎีกา

ผู้ชุมนุมที่เรียกตัวเองว่า “กลุ่มรวมพลังแผ่นดิน” ชูป้ายประท้วงหน้าสำนักงาน กกต. เมื่อ 25 ก.ย. หลัง กกต. มีมติสั่งฟ้อง “คดีโกงเลือก สว.” เพียง 77 ราย
คำบรรยายภาพ, ผู้ชุมนุมที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มรวมพลังแผ่นดิน" ชูป้ายประท้วงหน้าสำนักงาน กกต. เมื่อ 25 ก.ย. หลัง กกต. มีมติสั่งฟ้อง "คดีโกงเลือก สว." เพียง 77 ราย
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 11 นาที

นักวิชาการด้านนิติศาสตร์มองความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเตรียมส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 ว่า "เป็นนิติสงครามรูปแบบใหม่"

กกต. กลัวอะไร? น่าจะเป็นคำถามคาใจใครหลายคน หลังสื่อมวลชนหลายสำนัก อาทิ มติชนเนชั่นผู้จัดการ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

รายงานข่าวอ้างว่า กกต. จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยใน 2 ประเด็นคือ

  • ประเด็นที่ 1 กรณีผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ มีคำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัคร สว. ว่ามีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามแล้ว "คำสั่งและประกาศดังกล่าวถือเป็นที่สุด ไม่อาจถูกตรวจสอบได้อีกหรือไม่" เว้นแต่กรณีตามมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 ที่เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ
  • ประเด็นที่ 2 กรณี กกต. ได้มีคำวินิจฉัยตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 "ถือว่าคำวินิจฉัยเป็นที่สุด ไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ตรวจสอบหรือทบทวนได้หรือไม่"

กระแสข่าวการยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากศาลฎีการับพิจารณา 3 คดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ปี 2567 โดย มี สว. และผู้มีสิทธิเลือก สว. 5 คนเข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ สว.สำรองเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้ศาลตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สว. และขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.

"กกต. มองว่าการที่ศาลฎีการับคำร้องในลักษณะนี้ เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ก้าวล่วงมาตรวจสอบคุณสมบัติและทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. ที่เป็นที่สุดไปแล้ว ซึ่งถือว่าเกิดปัญหาเกี่ยวกับขอบเขตหน้าที่และอำนาจระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญขึ้น ซึ่งอยู่ในอำนาจวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ" สื่อหลายสำนักรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจาก กกต.

รธน.

ตามรายงานข่าวที่ปรากฏทางหน้าสื่อ กกต. ได้หยิบยกหน้าที่และอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224, อำนาจศาลฎีกาในการเข้ามาพิจารณาคดี ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 มาตรา 44, มาตรา 60 วรรคสอง, และมาตรา 62 มาชี้ว่า "ไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจประชาชนหรือผู้สมัครยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับสมัครไปแล้ว หรือขอให้ศาลฎีกาทบทวนคำวินิจฉัยยกคำร้องของ กกต."

คำร้องที่อ้างว่าเป็นความเห็นของ กกต. เสียงข้างมาก ยังอ้างแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 52/2546 และที่ 14/2566 ที่วางหลักว่าการใช้อำนาจของ กกต. ในการไต่สวนและมีคำวินิจฉัยถือเป็นที่สุด หากไม่มีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ เช่น กรณี กกต. วินิจฉัยยกคำร้องย่อมเป็นที่สุด ไม่อาจถูกโต้แย้ง ทบทวน หรือถูกตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการได้อีก

ถึงตอนนี้ ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าการประชุม กกต. เพื่อขอมติในเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อใด แต่ก็ไม่มีกรรมการ กกต. หรือผู้บริหารสำนักงาน กกต. ออกมาปฏิเสธการรายงานข่าวของสื่อมวลชนแต่อย่างใด

"ทำลายล้างระบบนิติธรรมโดยสิ้นเชิง"

หากคำร้องของ กกต. ถูกส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญจริง รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ชี้ว่า จะเข้าสู่สภาวะที่อาจเรียกว่า "เป็นการทำลายล้างระบบนิติธรรมโดยสิ้นเชิง เพราะโดยหลักการทั่วไป การใช้อำนาจขององค์กรของรัฐควรจะต้องถูกตรวจสอบได้โดยองค์กรตุลาการ"

นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ยังยกตัวอย่างมาอธิบายเพิ่มเติมว่า

  • การใช้ดุลพินิจของอัยการ ก็จะมีศาลยุติธรรมตรวจสอบ
  • การใช้ดุลพินิจของฝ่ายบริหารหรือฝ่ายปกครอง ก็จะมีศาลปกครองตรวจสอบ
  • การใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็ต้องไปที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในกรณีเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในกรณีเป็นนักการเมือง โดยศาลจะตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งว่ามีการกระทำความผิดตามที่ถูกชี้มูลหรือไม่ หรือถ้า ป.ป.ช. ชี้มูลในเรื่องความผิดทางวินัยก็ไปจบที่ศาลปกครอง

"ดังนั้นหาก กกต. สำเร็จในการจูงใจให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ศาลฎีกาไม่มีอำนาจในการมาตรวจสอบดุลพินิจหรือการใช้อำนาจตามกฎหมายของ กกต. ในการวินิจฉัยในเรื่องคุณสมบัติ (ของผู้สมัคร สว.) ก็เท่ากับว่าการใช้อำนาจในส่วนนี้จะไม่มีองค์กรไหนมาตรวจสอบได้เลย ซึ่งขัดต่อหลักการพื้นฐานทางกฎหมายและหลักนิติธรรม" รศ.ดร.มุนินทร์กล่าวกับบีบีซีไทย

เหตุที่นักนิติศาสตร์จากสำนักธรรมศาสตร์ใช้คำว่า "ทำลายล้าง" เพราะเขาพิจารณาจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับระบบการเมืองและระบบกฎหมาย ซึ่งคนในสังคมรู้สึกว่าองค์กรที่ยังมีอำนาจตรวจสอบและทัดทานการใช้อำนาจของ กกต. และองค์กรอิสระอื่น ๆ ได้คือศาลยุติธรรมโดยเฉพาะศาลฎีกา

"ถ้าเกิดเขาสามารถกันศาลฎีกาออกไปได้สำเร็จ ก็จะไม่มีองค์กรหรือกลไกในการเข้ามาตรวจสอบการใช้อำนาจของ กกต. และ กกต. จะกลายเป็นองค์กรอิสระหรือองค์กรกึ่งตุลาการองค์กรแรกและองค์กรเดียวที่ไม่ถูกตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการ" รศ.ดร.มุนินทร์ระบุ

มอง "เจตนาแฝง" ยืมมือศาล รธน. จำกัดอำนาจศาลฎีกา

หากถอดข้อความที่ถูกระบุว่าเป็นคำร้องของ กกต. อาจแปลความหมายได้ว่า กกต. กำลังจะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญรับรอง "ความเป็นที่สุด" ของการใช้อำนาจของตนเอง

รศ.ดร.มุนินทร์เห็นว่า อาจต้องแยกกันระหว่างอำนาจหน้าที่ของ กกต. ในการกำกับการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม รวมถึงการวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้สมัคร กับระบบหรือกลไกในการตรวจสอบการใช้อำนาจของ กกต. ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานในทางรัฐธรรมนูญ หลักการพื้นฐานของกฎหมาย และเป็นกลไกสำคัญของหลักการแบ่งแยกอำนาจในประเทศที่มีการปกครองแบบมีนิติรัฐนิติธรรม ซึ่งมันเป็นคนละเรื่องกัน กล่าวคือ ศาลรัฐธรรมนูญอาจจะบอกได้ว่า กกต. มีอำนาจอะไร อย่างไร แค่ไหน แต่ไม่สามารถไปทำลายกลไกการตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการได้ ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญต้องคำนึงว่าคำวินิจฉัยจะไปก้าวล่วงอำนาจหน้าที่ของศาลฎีกาหรือไม่ หรือไปทำลายกลไกตรวจสอบที่รัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือก สว. กำหนดไว้หรือไม่

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 จากทั้งหมด 9 คน มาจากการรับรองของ สว. ชุดปัจจุบัน ขณะที่ กกต. 4 จาก 7 คน ก็มาจากการรับรองของ สว. ชุดปัจจุบัน
คำบรรยายภาพ, ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 จากทั้งหมด 9 คน มาจากการรับรองของ สว. ชุดปัจจุบัน ขณะที่ กกต. 4 จาก 7 คน ก็มาจากการรับรองของ สว. ชุดปัจจุบัน

อีกประเด็นที่บรรดานักกฎหมายเห็นสอดคล้องกันคือ รัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) ที่ กกต. ใช้เป็นฐานในการยื่นคำร้อง ไม่ได้เปิดทางให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบเขตอำนาจของศาลฎีกาได้

รศ.ดร.มุนินทร์เป็นอีกเสียงที่ยืนยันว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถวินิจฉัยขอบเขตอำนาจหน้าที่ของศาลฎีกาได้ และที่ผ่านมา ศาลยุติธรรมโดยเฉพาะศาลฎีกาก็ยังไม่เคยถูกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจำกัดอำนาจมาก่อน กรณีนี้ กกต. อาจเขียนคำร้องไปในทำนองที่ว่า ขอให้วินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของ กกต. เอง ซึ่งคิดว่าศาลรัฐธรรมนูญทราบหลักการอยู่แล้วว่าไม่สามารถจะก้าวล่วงไปวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของศาลฎีกาได้ คือมันคุมคนละกระบวนการกัน กกต. คุมกระบวนการเลือก สว. ส่วนศาลฎีกาคุมกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจของ กกต.

แต่ถึงกระนั้น ข้อความที่ถูกระบุว่าเป็นคำร้องของ กกต. คล้ายมี "เจตนาแฝง" ในการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความจำกัดอำนาจศาลฎีกาหรือไม่?

"ถูกต้อง คือไปก้าวล่วงในกระบวนการที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลฎีกา" รศ.ดร.มุนินทร์กล่าวและว่า คำขอของ กกต. ขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยตัวมันเอง จึงไม่แปลกหากผู้เชี่ยวชาญหลายคนจะออกมาให้ความเห็นคล้าย ๆ กันว่าศาลรัฐธรรมนูญสามารถยกคำร้องได้ทันที เพราะไม่มีอำนาจในการวินิจฉัยหรือสั่งให้ตามคำขอของ กกต.

สอดคล้องกับความเห็นของนายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ที่โพสต์เฟซบุ๊กซึ่งตั้งค่าเป็นสาธารณะ โดยมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า เมื่อพิจารณาคำร้องทั้งฉบับ จะเห็นว่าเป้าหมายสำคัญของคำขอข้อที่ 2 มิใช่เพียงต้องการทราบขอบเขตอำนาจของ กกต. แต่ต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าศาลฎีกาไม่มีอำนาจรับคำร้องที่บุคคลอื่นยื่นขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร หรือขอให้ทบทวนการวินิจฉัยของ กกต. แต่รัฐธรรมนูญมาตรา 210 (2) มิได้ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของศาลฎีกา

"การที่ กกต. อ้างว่าการรับคำร้องของศาลฎีกากระทบต่ออำนาจของตน จึงยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยว่าศาลฎีกามีเขตอำนาจหรือไม่ เพราะนั่นเท่ากับใช้มาตรา 210 (2) เป็นช่องทางให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปตรวจสอบหรือจำกัดการใช้อำนาจตุลาการของศาลอื่น ซึ่งไม่ใช่วัตถุประสงค์ของบทบัญญัตินี้" โพสต์ของนายวัสระบุตอนหนึ่ง

เมื่ออ่านข่าวที่ปรากฏตามหน้าสื่อแล้ว อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาจึงสรุปว่าคำร้องของ กกต. ไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 210 (2) "ศาลรัฐธรรมนูญจึงควรมีคำสั่งไม่รับคำร้องทั้ง 2 ข้อไว้พิจารณา เพื่อรักษาขอบเขตอำนาจของแต่ละองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และไม่ทำให้กระบวนการตามมาตรา 210 (2) กลายเป็นช่องทางให้ศาลหนึ่งเข้าไปวินิจฉัยหรือจำกัดอำนาจของอีกศาลหนึ่งโดยอ้อม"

รัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) ระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ

เชื่อไม่กระทบคดี สว. ในศาลฎีกา

ถึงขณะนี้มี "คดีที่อยู่ต่อหน้าศาลฎีกา" แล้วอย่างน้อย 3 คดี โดยมีผู้สมัคร สว./สว. สำรอง ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้วินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือก สว. รวม 5 ราย, เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของบุคคลเหล่านั้น, และเพิกถอนคำวินิจฉัยของ กกต. ที่เห็นว่าผู้สมัครเหล่านี้เป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มที่สมัครแล้ว

  • คดีหมายเลขดำที่ ลต.สว. 8/2567 ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติ 3 ราย ได้แก่ นายบัลลังค์ ศรีมงคล กลุ่ม 4, นางวรรษมนต์ คุณแสน กลุ่ม 9, นางทองเสียน วงษ์ประจันทร์ กลุ่ม 12
  • คดีหมายเลขดำที่ ลต.สว. 9/2567 ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติ 2 ราย ได้แก่ นางแดง กองมา สว. กลุ่ม 10 และนายสมพาน พละศักดิ์ สว. กลุ่ม 10
  • คดีหมายเลขดำที่ ลต.สว. 10/2567 ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัตินางแดง และนายสมพาน เช่นกัน
ศาลฎีกา

น่าสนใจว่าความเคลื่อนไหวล่าสุดของ กกต. ในการส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจของตน จะส่งผลอย่างไรต่อ "คดีสมัครผิดกลุ่ม" ที่อยู่ในศาลฎีกาแล้ว และ "คดีโกงเลือก สว." ที่ กกต. มีมติสั่งฟ้อง สว. และเครือข่ายรวม 77 คน และเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาหลังจากนี้

ปฏิกิริยาแรกจาก รศ.ดร.มุนินทร์คือ ไม่เข้าใจว่าทำไม กกต. ต้องทำแบบนี้ มูลเหตุจูงใจคืออะไร หาก กกต. เชื่อมั่นว่าการดำเนินการและการใช้อำนาจหน้าที่ของตัวเองว่าบริสุทธิ์ ยุติธรรม เป็นไปตามกฎหมาย มันไม่มีอะไรต้องกลัว

"คือเขาทำเหมือนกับกลัวว่ามีคนจะไปขุดเจออะไร ถ้าถามผมนะ มันมีแต่คนที่ทำอะไรไม่ถูกต้อง แล้วพยายามจะหลบเลี่ยงหลบหนีจากการตรวจสอบ คือทำทุกวิถีทางเพื่อเอาตัวรอดไม่ให้ถูกตรวจสอบ... ผมตั้งคำถามว่า กกต. พยายามทำแบบนั้นอยู่หรือไม่ แล้วมันจะกลายเป็นกรณีประวัติศาสตร์ มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย" รศ.ดร.มุนินทร์กล่าว

เขากล่าวอีกว่า คนส่วนใหญ่ในสังคมคงไม่มีใครคาดคิดว่า กกต. จะกล้า "ต้องพกความมั่นใจมาในระดับสูงสุดเลย"

รองศาสตราจารย์แห่งคณะนิติศาสตร์ มธ. ย้ำว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจในการพิจารณาอำนาจหน้าที่ของศาลฎีกา ไม่มีกฎหมายไหนกำหนดว่าเขาต้องหยุดพิจารณาคดี แล้วอย่าลืมว่าศาลฎีกามีอำนาจเรื่องละเมิดอำนาจศาลด้วย

"อำนาจกระบวนการของศาลฎีกาก็ดำเนินอยู่ต่อไป ใครก็ตามที่พยายามที่จะเข้ามาขัดขวางกระบวนการยุติธรรมที่ศาลฎีกาดำเนินอยู่ ก็อาจจะมีปัญหาทางกฎหมายตามมาได้" อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. เตือน

กกต. มีมติเมื่อ 14 ก.ย. สั่งฟ้องผู้ถูกร้อง "คดีโกงเลือก สว." ทั้งหมด 77 คนต่อศาลฎีกา ในจำนวนนี้เป็น สว. 26 คน และ สส. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 1 คน แต่สั่งไม่ฟ้องกรรมการบริหารพรรค ภท., รมต., สส. รวมถึง "ครูใหญ่ค่ายน้ำเงิน" ที่ชื่อนายเนวิน ชิดชอบ
คำบรรยายภาพ, ประธาน กกต. แถลงมติ กกต. เมื่อ 14 ก.ย. สั่งฟ้องผู้ถูกร้อง "คดีโกงเลือก สว." ทั้งหมด 77 คนต่อศาลฎีกา ในจำนวนนี้เป็น สว. 26 คน และ สส.ภูมิใจไทย 1 คน แต่สั่งไม่ฟ้องกรรมการบริหารพรรค, รมต., สส. รวมถึง "ครูใหญ่ค่ายน้ำเงิน" ที่ชื่อนายเนวิน ชิดชอบ

เช่นเดียวกับสำนวนคดีโกงเลือก สว. ที่จะต้องเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาตามขั้นตอนต่อไป แต่ รศ.ดร.มุนินทร์ตั้งข้อสังเกตว่ามีความพยายามจะปรามศาลฎีกาไม่ให้ไปแตะคนอื่นนอกเหนือจาก 77 คนหรือไม่ เนื่องจากศาลฎีกาใช้ระบบไต่สวน มีอำนาจในการเรียกพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคนที่ถูกกล่าวหาทั้งหมด ซึ่งพยานหลักฐานเหล่านั้นอาจบ่งชี้ไปยังคนอื่น ๆ หรือในคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอาจมีการระบุถึงคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หรืออาจออกเงื่อนไขบางอย่างให้ กกต. ต้องมีการดำเนินการต่อไป ต้องสอบเพิ่มเติม เพราะฉะนั้นจึงตัดไฟแต่ต้นลม พยายามจำกัดกรอบการใช้ดุลพินิจของศาลฎีกาฯ ในคดี 77 สว. และเครือข่ายหรือไม่

"นิติสงครามรูปแบบใหม่"

ท่าทีของผู้คนในสังคมที่ฝากความหวังไว้กับศาลฎีกาในปัจจุบัน คล้ายกลับตาลปัตรจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง "ตุลาภิวัตน์" ที่เกิดขึ้นกับการเมืองไทย 2 ทศวรรษก่อนหน้านี้หรือไม่

ในทัศนะของ รศ.ดร.มุนินทร์ การเอาศาล-ผู้พิพากษามาทำหน้าที่หรือใช้อำนาจในบทบาทที่ไม่ควรทำ พยายามลากศาลเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง/ให้ศาลช่วยแก้ปัญหาทางการเมือง เป็นปัญหาใหญ่ของตุลาการภิวัตน์ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2549 และ 2557 เช่น แต่งตั้งผู้พิพากษาหรือคนแวดวงตุลาการไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือให้ประธานศาลทำหน้าที่เป็นกรรมสรรหาต่าง ๆ ทำให้ศาลต้องเข้าไปเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับองค์กรอื่น ๆ โดยไม่จำเป็น พูดง่าย ๆ ว่าดึงศาลออกมาจากการพิจารณาพิพากษาคดี หรือการดำรงตนอยู่เป็นกลาง

แต่การทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดคดี ตีความว่ามีขอบเขตอำนาจมากน้อยแค่ไหน ถือเป็นการทำหน้าที่ปกติของศาล เพราะรัฐธรรมนูญให้อำนาจศาลในการระงับและชี้ข้อพิพาทและตีความกฎหมาย

รศ.ดร.มุนินทร์เห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ไม่ใช่เรื่องตุลาการภิวัตน์ แต่เป็น "นิติสงครามระหว่างองค์กรตรวจสอบ" เพราะในความรู้สึกของคนในสังคม องค์กรอิสระในปัจจุบันไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแล้ว องค์กรตรวจสอบหรือองค์กรคุ้มครองสิทธิที่ประชาชนไว้วางใจได้เหลือเพียงศาลยุติธรรม คนอาจรู้สึกว่าอย่างน้อยเหลือศาลไว้เพื่อสร้างสมดุลในการตรวจสอบ

"สิ่งที่ กกต. กำลังทำ คือทำให้ศาลรัฐธรรมนูญกับศาลฎีกาทะเลาะกัน ทำให้ กกต. มีปัญหากับศาลยุติธรรม เป็นนิติสงครามในรูปแบบที่เราไม่เคยเจอมาก่อน" อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. ซึ่งเคยเปิดตัวต่อสาธารณะในฐานะ "ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน" ด้านปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ก่อนการเลือกตั้งปี 2569 ตั้งข้อสังเกต

เขากล่าวต่อไปว่า ในอดีตสังคมการเมืองไทยอาจรู้จักนิติสงครามจากการที่รัฐใช้กลไกทางกฎหมายเล่นงานประชาชน หรือทำลายพรรคการเมืองและกลไกของระบอบประชาธิปไตย "แต่ตอนนี้ถึงขนาดจะไปตัดอำนาจศาลยุติธรรม ยอมด้อยค่าศาลฎีกา ซึ่งต้องบอกว่ามัน reach another level (ก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง) แล้ว ผมคิดว่าเป็นอย่างนั้นนะ"

รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน ระบุว่า กกต. “ต้องพกความมั่นใจมาในระดับสูงสุดเลย” ถึงกล้ายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ชี้ขาดอำนาจของศาลฎีกา
คำบรรยายภาพ, รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน ระบุว่า กกต. "ต้องพกความมั่นใจมาในระดับสูงสุดเลย" ถึงกล้ายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ชี้ขาดอำนาจของศาลฎีกา