อานนท์ นำภา ชายผู้แต่งตัวเป็นแฮร์รี่ พอตเตอร์ ผู้ตั้งคำถามต่อสถาบันกษัตริย์ ตอนนี้ถูกลงโทษจำคุกรวม 34 ปี

Arnon Nampa dressed as Harry Potter gives a speech at the protest in August 2020.
คำบรรยายภาพ, อานนท์ นำภา แต่งกายเป็นพ่อมดน้อย "แฮร์รี่ พอตเตอร์" ในการประท้วงเมื่อ 3 ส.ค. 2563
    • Author, โจนาธาน เฮด
    • Role, ผู้สื่อข่าวประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บีบีซีนิวส์
    • Reporting from, Bangkok
  • Published
  • เวลาอ่าน: 9 นาที

ก่อนที่พวกเขาจะก้าวเข้ามาภายในห้องพิจารณาคดี คุณจะได้ยินเสียงเดินของบรรดานักโทษ เมื่อโซ่ตรวนที่ข้อเท้าของพวกเขากระทบพื้นดังกริ๊งทุกย่างก้าว

ทั้งห้าคนที่เดินเข้ามาในห้องพิจารณาคดีคุ้นเคยกับขั้นตอนต่าง ๆ ดี พวกเขากำลังเผชิญกับการดำเนินคดีอาญาหลายคดี และต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาในการขึ้น-ลงศาล

หนึ่งในนั้นเป็นชายร่างเล็ก สวมแว่นตา และผมเริ่มมีสีเทา เขาอ้าแขนรับลูกชายวัย 3 ขวบซึ่งคู่ชีวิตพามาพบเขาที่ศาล

เขาคือ อานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนวัย 42 ปี ความผิดของเขาคือการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย เขาทำเช่นนั้นโดยแต่งกายเป็นพ่อมดน้อย แฮร์รี่ พอตเตอร์ ในการชุมนุมที่จัดขึ้นใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อปี 2563

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (30 ต.ค.) ศาลอาญาพิพากษาจำคุกเขาเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน ในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ภายใต้กฎหมายนี้ มีผู้ที่ถูกลงโทษจำคุกเนื่องจากถูกมองว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมากกว่าในประเทศอื่น ๆ ที่มีกฎหมายลักษณะเดียวกันรวมกันเสียอีก

นี่เป็นเพียง 1 ใน 14 คดีที่ฟ้องร้องอานนท์ในข้อหาเดียวกัน ทำให้โทษจำคุกสะสมที่เขาได้รับจนถึงตอนนี้มีมากกว่า 34 ปีแล้ว ส่วนอีก 2 คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

"สำหรับผมแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ" เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวในภายหลัง "หากประเทศเปิดกว้างมากกว่านี้ เราก็จะสามารถพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ได้อย่างอิสระ"

A drawing of Arnon Nampa looking through prison bars.
คำบรรยายภาพ, ลูกสาววัย 10 ขวบของ อานนท์ นำภา วาดภาพพ่อของเธออยู่หลังลูกกรง

6 ปีที่ผ่านมา มีการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างกว้างขวางที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เพื่อตอบโต้การประท้วงของนักเรียนนักศึกษาในปี 2563 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีข้อเรียกร้องให้มีการอภิปรายสาธารณะเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ มีผู้ถูกดำเนินคดี 294 คน ในจำนวนนี้มี 20 คนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และมีคนได้รับโทษจำคุกสูงสุดถึง 50 ปี หลายสิบคนยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี

ผู้ที่ถูกตั้งข้อหามาตรา 112 ส่วนใหญ่จะถูกปฏิเสธการประกันตัวและถูกคุมขังในเรือนจำ ถึงแม้การพิจารณาคดีในศาลอาจกินเวลานานหลายปีก็ตาม ข้ออ้างมาตรฐานที่เจ้าหน้าที่รัฐไทยให้ไว้คือ กฎหมายนี้ "สะท้อนถึงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ชาติไทย ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นหนึ่งในเสาหลักของชาติ และเป็นที่เคารพนับถืออย่างสูงจากประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่"

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ระบุว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ถึง 15 ปี"

ในทางปฏิบัติแล้ว กฎหมายนี้ได้รับการตีความให้ครอบคลุมการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในวงกว้างกว่านั้นมาก และครอบคลุมบุคคลต่าง ๆ มากกว่านั้นมาก การกล่าวอะไรก็ตามในเชิงลบเกี่ยวกับสมาชิกราชวงศ์ เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้กระทั่งเกี่ยวกับกษัตริย์ที่สวรรคตไปนานแล้ว หรือในกรณีหนึ่งคือสุนัขทรงเลี้ยงของกษัตริย์ ก็ส่งผลให้ถูกดำเนินคดีได้

"ถ้าคุณถามผมว่ากฎหมายระบุไว้อย่างไร ผมบอกคุณได้" อัครชัย ชัยมณีการเกษ หัวหน้าฝ่ายรณรงค์ระหว่างประเทศ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย ซึ่งให้ความช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหา/จำเลย กล่าวและว่า "แต่ถ้าคุณถามผมว่าศาลตีความคำว่า 'หมิ่นประมาท' หรือ 'ดูหมิ่น' อย่างไร ผมคิดว่าผมให้คำจำกัดความไม่ได้ เพราะมันคลุมเครือมาก แม้แต่การตั้งคำถามเกี่ยวกับตัวกฎหมายเองก็อาจถือเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 ได้"

Arnon Nampa speaks to the protesters during a demonstration in 2023.
คำบรรยายภาพ, อานนท์ในการชุมประท้วงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อปี 2566

อานนท์ถูกคุมขังมานาน 3 ปีแล้ว เขาได้เขียนจดหมายถึงลูกสาวและลูกชายตัวน้อยจากห้องขังภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

"ถึงปราณและขาล ลูกรักทั้งสอง

ลมหนาวนอกจากจะนำพาความหนาวเย็นมาให้ มันยังนำเรื่องราวต่างๆในอดีตพัดหวนกลับมาด้วย พ่อคิดถึงช่วงเวลาที่พวกเราได้ขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกันในช่วงฤดูหนาวปีแรกที่เจ้าขาลลืมตาดูโลก มันเป็นช่วงเวลาที่วิเศษสุดสำหรับพ่อ เป็นช่วงเวลาที่ในทุกๆฤดูหนาวต่อจากนี้ จนกว่าพ่อจะได้รับอิสรภาพ คงต้องคิดถึงเรื่องราวเหล่านั้นทุกๆปี"

การสืบพยานในศาลซึ่งอานนท์ได้เข้าร่วมหลายสัปดาห์ก่อนมีคำตัดสินในวันศุกร์ (30 ต.ค.) ถือเป็นโอกาสเดียวที่เขามีโอกาสได้เห็นเด็กน้อยที่เขาเรียว่า "เจ้าขาล" ตั้งแต่ยังเป็นทารก

ขาลเขินอายในตอนแรก แต่ไม่นานเด็กน้อยคนนี้ก็มีความสุขที่ถูกอุ้มและนำตัวไปอวดให้เพื่อนนักโทษคนอื่น ๆ ดู ส่วนปราณ ลูกสาววัย 10 ขวบ บางครั้งก็ไปเยี่ยมพ่อที่เรือนจำและมักจะวาดรูประบายสีรูปของอานนท์

แต่อานนท์และลูกหว้า ภรรยาของเขา คิดว่าขาลยังเด็กเกินไปที่จะมาเยี่ยมพ่อ ณ ตอนนี้ ขาลคิดว่าศาลเป็นเพียงสถานที่ทำงานของพ่อเท่านั้น ขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนอานนท์ก็มาฟังคำพิพากษาด้วย ทำให้ห้องพิจารณาคดีเล็ก ๆ อัดแน่นไปด้วยผู้คน พวกเขาพูดคุยอย่างสนุกสนานกับผู้ต้องขัง หัวเราะ และแลกเปลี่ยนข่าวซุบซิบกัน ก่อนที่ผู้พิพากษาจะขึ้นบัลลังก์เพื่อเริ่มการพิจารณาคดี มันเป็นบรรยากาศที่ไม่เป็นทางการอย่างเหลือเชื่อสำหรับชายที่กำลังเผชิญหน้ากับข้อหาที่น่ากลัวที่สุดข้อหนึ่งในประเทศไทย

Arnon's family, drawn by his daughter, titled "heading to court". Her mum is carrying a poster that says, "Free my dad".
คำบรรยายภาพ, ภาพวาดครอบครัวของอานนท์ฝีมือลูกสาว สะท้อนกิจวัตรของครอบครัวที่ต้อง "ไปศาล" แม่ของเธอคือคนที่ถือป้าย "ปล่อยพ่อหนูเดี๋ยวนี้"

ผลของกฎหมายฉบับนี้ก็เพื่อระงับการอภิปรายในทางสาธารณะใด ๆ เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ย้อนไปเมื่อ 6 ปีก่อน ความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันฯ ทำได้เพียงกระซิบกันในที่รโหฐาน มีคดีอันลือลั่นคดีหนึ่งซึ่งคนขับแท็กซี่ถูกสั่งจำคุกเพราะผู้โดยสารรายงานสิ่งที่เขาพูดขณะนั่งอยู่ในรถแท็กซี่ของเขา

ทว่าสิ่งนั้นเปลี่ยนไปในวันที่ 3 ส.ค. 2563

ในปีนั้น คนรุ่นใหม่เริ่มไม่พอใจรัฐบาลอนุรักษนิยมที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำการรัฐประหารปี 2557 มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยก่อนหน้านั้นหนึ่งปี ประชาชนหลายล้านคนได้ลงคะแนนเสียงเลือกพรรคการเมืองใหม่อย่างพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ซึ่งสัญญาว่าจะปฏิรูปครั้งใหญ่ ทว่าในเดือน ก.พ. 2563 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคดังกล่าวด้วยเหตุผลทางเทคนิค การระบาดของโควิด-19 ทำให้การประท้วงต้องหยุดชะงักไป 3 เดือน แต่เมื่อจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศไทยเริ่มลดลง นักเรียนนักศึกษาได้เริ่มจัดการชุมนุมเรียกร้องให้เอากองทัพออกจากการเมืองไทย แต่ อานนท์ นำภา แย้งว่าการเรียกร้องนี้ยังไม่เพียงพอ

ในชุดแต่งกายแบบแฮร์รี่ พอตเตอร์ อานนท์กล่าวปราศรัยโดยระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับอำนาจและความมั่งคั่งของสถาบันฯ

ด้วยคำปราศรัยเพียงครั้งเดียว อานนท์ทลายสิ่งต้องห้ามที่ครอบงำสังคมไทยมาตลอดประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ตลอดเวลาที่เหลือของปีนั้น การประท้วงที่นำโดยนักศึกษาได้ดำเนินต่อไป โดยมีข้อเรียกร้องที่กล้าหาญมากขึ้นเรื่อย ๆ เกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์

ในขณะนั้น การบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถูกระงับเป็นเวลา 3 ปี แหล่งข่าวใกล้ชิดกับพระราชวังเคยยอมรับว่า ชื่อเสียงในแง่ลบที่เกิดจากการตัดสินลงโทษในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี

แต่การประท้วงทำให้ต้องมีการประเมินสถานการณ์ใหม่โดยเร่งด่วน ตั้งแต่ปลายปี 2563 การดำเนินคดีมาตรา 112 เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นักกิจกรรมหนุ่มสาวหลายสิบคนต้องลี้ภัยออกนอกประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจองจำ

A reunion of Arnon's family, as drawn by his daughter, with a giant heart in the background
คำบรรยายภาพ, ภาพวาดโดยลูกสาวของอานนท์ที่แสดงให้เห็นการกลับมาพบกันอีกครั้งของครอบครัว

หนึ่งในนั้นคือ สุพิชฌาย์ ชัยลอม หรือ "เมลิญณ์" (เดิมเป็นที่รู้จักในชื่อ "เมนู") หญิงสาววัย 24 ปีจากเชียงใหม่ ปัจจุบันเธออาศัยอยู่ในเมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา และได้ลี้ภัยจากคดีมาตรา 112 ที่เธอถูกฟ้องดำเนินคดี

เธอเป็นนักเรียนหญิงอายุ 18 ปี ตอนกล่าวปราศรัยในการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งจัดขึ้นเพียง 3 สัปดาห์หลัง อานนท์ นำภา เรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันฯ

ช่างภาพท้องถิ่นได้บันทึกภาพช่วงเวลาที่เธอชู 3 นิ้วแบบในภาพยนตร์ฮังเกอร์เกมส์ (Hunger Games) ซึ่งเรียกเสียงเชียร์ดังสนั่นจากฝูงชน ภาพนั้นกลายเป็นหนึ่งในภาพที่เป็นสัญลักษณ์ของการประท้วง และทำให้เมลิญณ์โด่งดัง

เธอเดินสายไปทั่วประเทศในฐานะกระบอกเสียงคนสำคัญของขบวนการ เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาที่ล้าสมัยของไทย และจัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันฯ

"ฉันชอบเล่นเกม และใฝ่ฝันอยากเป็นนักออกแบบเกม" เธอบอกกับบีบีซีจากแคนาดา แต่พ่อแม่ของเธอไม่เห็นด้วย

"ฉันรู้สึกว่าในฐานะคนหนุ่มสาว ฉันไม่สามารถตั้งคำถามหรือคุยกับคนที่อายุมากกว่าได้ สถาบันฯ ให้ความรู้สึกแบบเดียวกันกับฉัน"

ในเดือน พ.ย. 2563 เมลิญณ์ได้เข้าร่วมการประท้วงในเมืองหาดใหญ่ จ.สงขลา โดยเธอได้กล่าวปราศรัยเปรียบเทียบการปฏิบัติต่อสุนัขทรงเลี้ยงกับการปฏิบัติต่อประชาชนทั่วไป เก้าเดือนต่อมา ตำรวจได้ส่งหมายเรียกไปที่บ้านพักของเธอให้มารับทราบข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

"มันเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก ฉันไม่คาดคิดมาก่อนเลย เพราะฉันแค่พูดถึงเรื่องสุนัขเท่านั้น ตอนตำรวจมาบ้านพร้อมหมายเรียกนั้นเป็นช่วงโควิด พวกเขารู้ว่าพ่อแม่ฉันจะอยู่ด้วย พวกท่านพยายามสงบสติอารมณ์ แต่ฉันแทบจะสติแตกเลย"

Supitcha Melinn Chailom doing the three-finger salute in August 2020 in front of a crowd of protesters
คำบรรยายภาพ, เมลิญณ์ชู 3 นิ้วระหว่างการชุมนุมเมื่อเดือน ส.ค. 2563

ครอบครัวของเธอพยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอร่วมมือกับเจ้าหน้าที่และยอมรับความผิด แต่เมลิญณ์ปฏิเสธ

เธอเข้าร่วมขบวนการที่เรียกตัวเองว่า "ทะลุวัง" แทนที่จะกล่าวปราศรัย พวกเขาคิดค้นกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การทำโพลสำรวจความคิดเห็นผู้คนบนท้องถนนเกี่ยวกับการที่ขบวนเสด็จกีดขวางการจราจร หรือสอบถามว่าพวกเขาเชื่อว่าสถาบันฯ มีอำนาจมากเกินไปหรือไม่

"เรารู้ถึงความเสี่ยง แต่เราคิดว่าการสำรวจความคิดเห็นน่าจะปลอดภัยกว่า ปรากฏว่ามันไม่เป็นอย่างนั้น"

เธอถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีก 2 คดีในปี 2565 และถูกควบคุมตัวก่อนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เธอต้องสวมอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ที่ข้อเท้า หรือกำไลอีเอ็ม, ห้ามออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 16.00-06.00 น., พ่อแม่ของเธอถูกบังคับให้ลงนามในเอกสารสัญญารับรอง ทั้งนี้เธออาจต้องโทษจำคุกหลายสิบปี

เมลิญณ์ตัดสินใจว่าเธอไม่มีทางเลือกอื่น เธอจึงออกจากประเทศไทยพร้อมกับเพื่อนคนหนึ่ง และในที่สุดก็ได้ลี้ภัยอยู่ในแคนาดา

A painting of a pair of handcuffed hands on prison bars by Arnon's daughter, with the words, "my dad's feelings" written above them, in Thai.
คำบรรยายภาพ, ภาพวาดโดยลูกสาวของอานนท์อีกภาพใช้ชื่อว่า "ความรู้สึกของพ่อ"

มาตรา 112 เป็นเพียงกฎหมายฉบับหนึ่งเฉกเช่นกฎหมายอื่น ๆ ที่ผ่านการอนุมัติจากรัฐสภาไทย และในทางทฤษฎีแล้วสามารถแก้ไขได้โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ที่จริงแล้วเคยมีการแก้ไขกฎหมายมาตรานี้มาแล้วในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2519 ซึ่งมีการเพิ่มโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนบทบัญญัตินี้เป็นจำคุกระหว่าง 3-15 ปี

แต่ในวันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าตัวกฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่ยกเลิกไม่ได้ พรรคก้าวไกลซึ่งเป็นพรรคปฏิรูปและสืบทอดมาจากพรรคอนาคตใหม่ ถูกสั่งยุบพรรคในปี 2566 และหัวหน้าพรรคก็ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพียงเพราะเสนอให้ลดโทษลง และศาลก็ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาภายใต้กฎหมายมาตรานี้ยากจะแก้ต่างให้ตัวเองได้

"ในหลายกรณี เช่น กรณีของ อานนท์ นำภา อัยการกล่าวหาจำเลยว่าโกหกเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์" อัครชัย ชัยมณีการเกษ ทนายความ กล่าว "แต่เมื่อเราขอให้ผู้พิพากษาออกหมายเรียกเอกสารหรือพยานที่สามารถแสดงความจริงในสิ่งที่จำเลยกล่าว ผู้พิพากษากลับปฏิเสธจะทำเช่นนั้น เมื่อทนายความคนหนึ่งประท้วงการที่ศาลสั่งให้พิจารณาคดีลับ เธอก็ถูกผู้พิพากษาเตือนให้เงียบ มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดีฐานดูหมิ่นศาล"

เขากล่าวว่า บางครั้งผู้พิพากษาก็วิจารณ์นักกิจกรรมรุ่นเยาว์เกี่ยวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหา แม้กระทั่งก่อนที่การพิจารณาคดีจะเริ่มต้นขึ้น

A photograph of a letter Arnon wrote to his children.
คำบรรยายภาพ, อานนท์เขียนจดหมายถึงลูก ๆ มาตั้งแต่ช่วงที่ถูกจองจำเมื่อ 3 ปีก่อน

ในฐานะผู้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงเรื่องสถาบันฯ อานนท์ดูเหมือนจะได้รับโทษหนักที่สุด แม้จะมีอุปสรรคมากมายอยู่ตรงหน้า แต่เขาก็ยังเตรียมตัวอย่างรอบคอบสำหรับการขึ้นศาลทุกครั้ง ร่วมชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยตนเองและยังช่วยเหลือผู้ต้องขังคนอื่น ๆ ในการแก้ต่างด้วย

นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาไม่ได้รับอนุญาตให้นำกระดาษจดบันทึกใด ๆ มาด้วย และต้องจำข้อโต้แย้งทั้งหมดด้วยตนเอง

ผู้พิพากษาคัดค้านการที่เขาแสดงบทบาทเป็นทนายความในชุดนักโทษสีน้ำตาลตามระเบียบราชทัณฑ์ โดยที่เท้าเปล่าถูกล่ามโซ่ไว้ แต่การทำเช่นนั้นทำให้เขามีโอกาสได้พบหน้าสมาชิกในครอบครัว

จดหมายที่เขาเขียนเป็นอีกวิธีเดียวที่เขาใช้ติดต่อกับลูก ๆ เขาอาจต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตในคุก เขาอยากให้ลูก ๆ รู้จักเขา และเข้าใจว่าทำไมเขาถึงเลือกที่จะท้าทายระบบและยอมสูญเสียอิสรภาพ ตอนที่ลูก ๆ โตขึ้น

"การพูดความจริงนั้นไม่ยาก ที่ยากคือการพูดความจริงที่ต้องห้ามมิให้พูดถึง ผมจำได้ดีว่าในคืนวันที่ 3 ส.ค. 2563 หลังจากปราศรัยในงานแฮร์รี่พอตเตอร์ ผมรู้สึกดีมาก ๆ รู้สึกสบายใจ โล่งใจอย่างยิ่งที่การพูดความจริงได้เริ่มขึ้นอย่างสาธารณะเสียที" เขาเขียนถึงครอบครัวเมื่อเดือน ก.ย. 2568

เมื่อต้นปีนี้ เขาเขียนว่า "การอยู่ที่นี่ อยู่ในนี้ คือการต่อสู้ เป็นหนึ่งในจุดของการต่อสู้ในภาพใหญ่ ในขบวนของพวกเรา ขอให้ทุกๆคนทำหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ของตนเอง เป็นหนึ่งในหยดน้ำเล็กๆ ที่จะหลอมรวมเป็นมหาสมุทรในวันพรุ่งนี้"