การโจมตีรอบใหม่ของอิหร่านเผยให้เห็นยุทธศาสตร์ใหม่ในสงครามครั้งนี้อย่างไร ?

ที่มาของภาพ, EPA
- Author, อามีร์ อาซิมี
- Role, บรรณาธิการบีบีซี แผนกภาษาเปอร์เซีย
- Published
- เวลาอ่าน: 5 นาที
ตอนที่อิหร่านยิงขีปนาวุธและโดรนเข้าใส่อิสราเอลในช่วงเวลาข้ามคืน เพื่อตอบโต้ที่อิสราเอลเข้าโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน หากพิจารณานัยสำคัญทางทหารโดยทันทีดูเหมือนจะเป็นในลักษณะจำกัด
อย่างไรก็ดี ความสำคัญในเชิงการเมืองนั้น กลับยิ่งใหญ่กว่ามาก
อิหร่านมักอธิบายความชอบธรรมในการโจมตีใส่อิสราเอลโดยตรงมาเป็นเวลาหลายปีว่าเป็นการโต้กลับการกระทำที่คุกคามดินแดน เหล่าผู้บัญชาการ และผลประโยชน์ของอิหร่าน
ทว่าการโจมตีในครั้งนี้กลับต่างออกไป รัฐบาลอิหร่านโต้ตอบหลังจากที่พันธมิตรกลุ่มหนึ่งของตัวเองถูกโจมตี โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่อิสราเอลโจมตีไปยังอาคารแห่งหนึ่งที่ถูกเชื่อมโยงกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงเบรุต เมืองหลวงของประเทศเลบานอน
ทั้งนี้ เมื่อวันจันทร์ ทั้งอิหร่านและอิสราเอลต่างระบุว่าพวกเขาได้หยุดโจมตีแล้ว หลังจากสองประเทศปะทะกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการหยุดยิงในเดือน เม.ย.
นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ประเทศของเขากำลังหยุดยิง "ในขณะนี้" แต่เขาย้ำว่าการต่อสู้กับอิหร่านและฮิซบอลเลาะห์ "ยังไม่จบสิ้น"
ถ้อยแถลงดังกล่าวเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจากกองทัพอิหร่านแจ้งว่าได้หยุดปฏิบัติการแล้ว หลังจากส่งมอบ "การตอบโต้ที่เจ็บปวด" ต่ออิสราเอล
อิหร่านเตือนว่าจะใช้ "มาตรการที่รุนแรงและเด็ดขาดยิ่งขึ้น" หากอิสราเอลโจมตีเพิ่มเติม รวมถึงในเลบานอน ซึ่งกองกำลังอิสราเอลกำลังสู้รบกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่อิหร่านให้การสนับสนุน
ทำเนียบขาวยืนยันว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้โทรศัพท์หาเนทันยาฮูเพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตครั้งนี้ เจ้าหน้าที่อิสราเอลระบุว่าอิสราเอลหยุดโจมตีตามคำขอของเขา
เมื่อถูกถามว่าเขาโน้มน้าวเนทันยาฮูให้หยุดโจมตีอิหร่านได้อย่างไร ทรัมป์ตอบว่า "สิ่งที่ผมทำคือบอกว่า 'เราต้องใช้สติ' เราใกล้จะลงนามในข้อตกลงที่ทรงพลังและดีมากแล้ว ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ไม่มีอะไรทั้งนั้น เราต้องใช้สามัญสำนึกมาก ๆ มันโอเคแล้ว"
ทรัมป์ยังกล่าวถึงเนทันยาฮูด้วยว่า "ถ้าผมบอกให้เขาทำอะไร เขาก็ทำ"
ทว่าแม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวแล้ว แต่การตัดสินใจโจมตีครั้งนี้ของอิหร่านก็ก่อให้เกิดคำถามสำคัญว่า เหตุใดผู้นำอิหร่านจึงรู้สึกว่าถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วที่จะดำเนินการเช่นนี้ ทั้งที่รู้ดีว่ามีความเสี่ยงที่จะจุดชนวนให้อิสราเอลโจมตีตอบโต้อีกครั้ง และอาจบั่นทอนการเจรจาสันติภาพที่เปราะบางกับสหรัฐฯ
ส่วนหนึ่งของคำตอบอาจอยู่ที่วิธีที่ผู้นำอิหร่านประเมินสถานะของตนเองหลังจากผ่านความขัดแย้งมาหลายเดือน
สาธารณรัฐอิสลามผ่านพ้นสงครามมาด้วยสภาพที่อ่อนแอลงในบางด้าน ทว่าในขณะเดียวกัน พวกเขาก็มีความรู้สึกมั่นใจในความอดทนของตนเองมากขึ้น
แม้จะเผชิญกับแรงกดดันทางทหารอย่างหนักจากทั้งอิสราเอลและสหรัฐฯ มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ แต่รัฐอิสลามแห่งนี้ยังคงอยู่รอด รัฐบาลยังคงมีอำนาจ กลไกด้านความมั่นคงยังคงสมบูรณ์ และไม่มีการลุกฮือของประชาชนเกิดขึ้นในวงกว้าง แม้ฝ่ายตรงข้ามจะคาดการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น
ประสบการณ์นี้อาจเปลี่ยนแปลงการคำนวณของทางการอิหร่าน
แทนที่จะมองตัวเองเป็นผู้เล่นที่เปราะบางซึ่งต้องหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม อิหร่านอาจมองตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเป็นมหาอำนาจที่ผ่านพ้นช่วงเลวร้ายที่สุดมาได้แล้ว และบัดนี้สามารถกำหนด 'เส้นแดง' (ขอบเขตที่ยอมรับได้)ใหม่ได้
ดังนั้น การโจมตีอิสราเอลครั้งนี้อาจมีจุดประสงค์เพื่อการปรามปราม มากกว่าเป็นการตอบโต้ ฝ่ายอิหร่านอาจกำลังส่งสัญญาณว่าการโจมตีพันธมิตรในภูมิภาคของตัวเองจะไม่ถูกมองแยกออกจากการโจมตีอิหร่านโดยตรงอีกต่อไป
สารดังกล่าวนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ กองกำลังติดอาวุธในอิรัก และสมาชิกอื่น ๆ ในเครือข่ายในภูมิภาคของอิหร่านที่รู้จักกันในชื่อ "กลุ่มอักษะแห่งการต่อต้าน" (Axis of Resistance)
ความน่าเชื่อถือของอิทธิพลอิหร่านขึ้นอยู่บนความเชื่อส่วนหนึ่งที่ว่าอิหร่านจะยืนหยัดเคียงข้างพันธมิตรเสมอ การไม่ตอบสนองหลังจากที่ประกาศเตือนอิสราเอลต่อสาธารณะอาจสร้างความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือนั้น
เมื่อมองในแง่นี้ การโจมตีดังกล่าวไม่ได้มุ่งเป้าไปที่อิสราเอลเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งสารไปยังพันธมิตรของทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลทั่วภูมิภาค ซึ่งต่างจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าอิหร่านจะลงมือตามที่ขู่ไว้หรือไม่
จังหวะเวลาของการโจมตีก็น่าสนใจไม่แพ้กัน
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เพิ่งระบุว่าข้อตกลงอาจอยู่ในมือแล้ว ตามตรรกะทั่วไป อิหร่านควรหลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อการเจรจาทางการทูต
แต่รัฐบาลอิหร่านอาจมองตรงกันข้าม
ผู้นำอิหร่านอาจสรุปว่าการแสดงพลังผ่านการปฏิบัติการทางทหารที่จำกัดหรือคำนวณมาอย่างดี อาจทำให้ตำแหน่งของตนในโต๊ะเจรจาแข็งแกร่งขึ้น มากกว่าจะอ่อนแอลง
จากมุมมองของฝ่ายอิหร่าน การแสดงให้เห็นว่าพวกเขาพร้อมใช้กำลังทางทหารอาจมีจุดประสงค์เพื่อเตือนทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลว่าอิหร่านยังมีทางเลือกอยู่
สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าอิหร่านต้องการให้การเจรจาล้มเหลว อิหร่านดูเหมือนจะดำเนินการเพื่อสร้างบรรทัดฐานและส่งสารทางการเมือง แต่ไม่ใช่ในระดับที่จะทำให้เกิดการบานปลายจนการยกระดับกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนคำถามว่าการคำนวณนี้จะถูกต้องหรือไม่ ยังต้องรอดูกันต่อไป
ขณะที่ปฏิกิริยาของชาวอิหร่านทั่วไปต่อการปะทะครั้งล่าสุดสะท้อนให้เห็นถึงการถกเถียงในวงกว้าง
บางคนมองว่าการกระทำของอิหร่านเป็นการตอบสนองที่สมเหตุสมผล ผู้ชมรายหนึ่งของบีบีซี แผนกภาษาเปอร์เซียกล่าวว่า "การที่อิหร่านเข้าร่วมความขัดแย้งเพื่อปกป้องเลบานอนเป็นสิ่งที่ซื่อสัตย์และถูกต้อง นับตั้งแต่ข้อตกลงนิวเคลียร์ อิหร่านไม่เคยละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และการโจมตีครั้งนี้เป็นการตอบสนองต่อฝ่ายตรงข้ามที่ละเมิดกฎการหยุดยิง"
บางคนตั้งคำถามเกี่ยวกับลำดับความสำคัญของอิหร่าน "เกือบสองเดือนแล้วที่มีการสู้รบ (การทิ้งระเบิด) ในภาคใต้ของอิหร่าน แต่ไม่มีการตอบสนองที่จริงจัง ดูเหมือนว่าพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนจะถูกมองว่ามีความสำคัญกว่าอิหร่านตอนใต้"
อย่างไรก็ตาม สำหรับหลาย ๆ คน ความรู้สึกที่เด่นชัดที่สุดคือความกังวลว่าการเผชิญหน้าครั้งนี้จะนำไปสู่อะไร "พูดตรง ๆ ว่าฉันใจหายวาบเลยตอนที่สงครามเริ่มขึ้นอีกครั้ง" ผู้ชมรายหนึ่งบอกกับ บีบีซี แผนกภาษาเปอร์เซีย
บางคนเชื่อว่าการปะทะครั้งนี้ไม่น่าจะบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งครั้งใหญ่ ผู้ชมรายหนึ่งโต้แย้งว่า "การปะทะครั้งนี้ไม่ได้ร้ายแรงมากนักและจะไม่กลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบเหมือนสองครั้งที่แล้ว อิหร่านรู้ดีว่าอเมริกาไม่ต้องการสงครามโดยตรงอีกต่อไป จึงฉวยโอกาสขึ้นมา มันเป็นเรื่องของการแสดงและการโฆษณาชวนเชื่อบางส่วน เพื่อให้ผู้สนับสนุนรู้สึกว่าตัวเองกำลังชนะ"
ความเป็นไปได้อีกข้อคือ การโจมตีครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้นต่อทิศทางของการเจรจา หากอิหร่านเชื่อว่าตนถูกขอให้ยินยอมโดยไม่ได้รับผลประโยชน์ที่คุ้มค่าตอบแทน การกระทำนี้อาจเป็นวิธีเพิ่มอำนาจต่อรองก่อนเข้าสู่รอบการเจรจาถัดไป
ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอย่างไร การโจมตีดังกล่าวบ่งชี้ว่าผู้นำอิหร่านที่รู้สึกมั่นใจมากกว่าที่ผู้สังเกตการณ์ภายนอกส่วนใหญ่คาดกันไว้เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้า
คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าอิหร่านยินดีที่จะรับมือกับการทิ้งระเบิดของอิสราเอลอีกรอบหรือไม่ แต่คืออิหร่านเชื่อในตอนนี้หรือไม่ว่าตนสามารถทำเช่นนั้นได้ในขณะที่ดำเนินการเจรจาทางการทูตไปพร้อมกัน หากเป็นเช่นนั้น อิหร่านอาจกำลังพยายามสร้างความเป็นจริงใหม่ในภูมิภาค นั่นคือการเจรจาจากจุดยืนแห่งความแข็งแกร่ง ในขณะที่บังคับใช้เส้นแดงของตนเองอย่างแข็งขัน
แม้แนวทางดังกล่าวจะเสี่ยงเพียงใด แต่ก็จะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในแง่ที่ว่าสาธารณรัฐอิสลามมองทั้งความมั่นคงของตนเองและบทบาทของตนในตะวันออกกลางอย่างไร






























