เมื่อโลกออนไลน์ไม่ใจดี มารู้จัก Kindness Mob คณะชาวเน็ตจิตอาสาบนติ๊กตอกที่เลือกส่งต่อแต่กำลังใจ

.
    • Author, โทมัส เจอร์แมน
  • Published
  • เวลาอ่าน: 8 นาที

โซเชียลมีเดียมักถูกมองว่าเป็นพื้นที่สะท้อนด้านมืดของมนุษย์ แต่ชายคนหนึ่งได้สร้างกองทัพบนติ๊กตอก (TikTok) ที่มีผู้ติดตามกว่า 500,000 คนขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้น โดยมี "ความใจดี" เป็นอาวุธ

ทุกวัน ลอรา ติเกเลโร จากเกาะสแตเทน นครนิวยอร์ก ต้องเปิดติ๊กตอกมาพบกับกระแสความเกลียดชัง เธอบอกว่า "ทุกคนพากันล้อเลียนดวงตาของฉัน"

ติเกเลโรป่วยเป็นโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis) ซึ่งเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองที่ทำให้ดวงตาสีฟ้าข้างหนึ่งของเธอเอียงผิดปกติ

"ฉันแค่อยากแบ่งปันสูตรอาหารเพื่อสุขภาพ และอาจได้รู้จักเพื่อนใหม่บ้าง" เธอกล่าว "แต่พวกเขาพูดเรื่องร้าย ๆ มากมาย มันทำให้ฉันเสียใจจริง ๆ"

จากนั้นในเดือน มี.ค. ปีที่แล้ว โทรศัพท์ของเธอก็มีการแจ้งเตือนเข้ามาไม่หยุด และทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

วิดีโอคลิปหนึ่งของเธอกลายเป็นไวรัล พร้อมความคิดเห็นเชิงบวกมากกว่า 15,000 ข้อความ

"ฉันไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันตกใจมาก" ติเกเลโรกล่าว

หลายวันต่อมาเธอจึงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น นั่นคือเธอกำลังตกเป็นเป้าหมายของ "Kindness Mob" หรืออาจแปลชื่อเป็นภาษาไทยได้ว่า "กองทัพพลังบวก"

Kindness Mob เป็นช่องติ๊กตอกของไทเลอร์ บริกลีย์ นักการตลาดดิจิทัลจากเมืองแคนซัสซิตีในสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มโครงการนี้เมื่อปี 2023

"มันเป็นการปั่นรูปแบบหนึ่ง" เขากล่าว

ทุกวันบริกลีย์จะชี้เป้าให้ผู้ติดตามกว่าครึ่งล้านคนของเขาไปยังผู้ที่กำลังถูกกลั่นแกล้งหรือถูกมองข้าม ก่อนจะชวนให้ทุกคนเข้าไปแสดงความคิดเห็นในเชิงให้กำลังใจ

"เรากำลังนำกลไกที่มักใช้ในการคุกคามบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการประสานงานกันหรือการไม่เปิดเผยตัวตน มาใช้เพื่อความปรารถนาดีแทน"

"และต้องบอกว่าวิธีนี้ได้ผลจริง ๆ" เขากล่าว

สิ่งที่น่าสนใจกว่าเรื่องการแสดงน้ำใจของผู้คนคือ เมื่อทัวร์กำลังใจของเขาเข้าไปมีส่วนร่วม การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ก็มักจะหยุดลง และในบางกรณีก็ไม่กลับมาเกิดขึ้นอีกเลย นี่เป็นตัวอย่างของสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า "ทฤษฎีการแพร่กระจายทางสังคม" (social contagion theory) ซึ่งอธิบายว่าพฤติกรรมทั้งในทางบวกและทางลบสามารถแพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ราวกับไวรัส

นักวิจัยชั้นนำหลายคนบอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า กลุ่มของบริกลีย์แสดงให้เห็นว่าเราสามารถเปลี่ยนทิศทางของเรื่องได้ โดยการเปลี่ยนทิศทางอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในวัฒนธรรมบนแพลตฟอร์มออนไลน์แห่งหนึ่งเท่านั้น แต่อาจรวมไปถึงวัฒนธรรมของสังคมโดยรวมด้วย

"พฤติกรรมบนโลกออนไลน์ในลักษณะนี้เป็นเรื่องน่าชื่นชม แต่แน่นอนว่าเรายังต้องการสิ่งนี้ให้มากขึ้นอีก" นิโคลัส คริสตาคิส ศาสตราจารย์ด้านสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ธรรมชาติแห่งมหาวิทยาลัยเยล กล่าว

"เป็นไปได้ว่ากลุ่ม Kindness Mob กำลังเปิดโอกาสให้ผู้คนเริ่มต้นก้าวแรกไปสู่การมีส่วนร่วมที่สร้างผลกระทบมากขึ้น การมีส่วนร่วมในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำ หากต้องการแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสังคมของเรา" เขากล่าว

ทัวร์ลงเพื่อให้กำลังใจ

"เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2023 ผมกำลังคิดถึงเรื่องแรงส่งหรือโมเมนตัม" บริกลีย์เล่า "ผมรู้สึกว่าหลายคนที่เข้าไปแสดงความคิดเห็นในแง่ลบ จริง ๆ แล้วอาจไม่ได้หมายความอย่างนั้น พวกเขาแค่คล้อยตามคนส่วนใหญ่"

"นั่นเป็นช่วงเวลาที่ผมปิ๊งไอเดียขึ้นมา" เขากล่าว "ผมคิดว่าถ้าผมสร้างช่องขึ้นมาสักช่อง แล้วรวบรวมคนสัก 10 คนมาอยู่ในกลุ่มเล็ก ๆ เพื่อช่วยกันส่งข้อความเชิงบวกจำนวนมากเข้าไปในช่องแสดงความคิดเห็น มันจะเปลี่ยนแนวทางของบทสนทนาได้หรือเปล่า"

ตอนแรกมีคนอยู่แค่ 10 คนเท่านั้น แต่ตัวเลขนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมากในเวลาต่อมา

บริกลีย์บอกว่าเขาได้จัดปฏิบัติการของ Kindness Mob ไปแล้วราว 350 ครั้ง และวิดีโอแต่ละคลิปมีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นเฉลี่ยประมาณ 1,000 ข้อความ

โพสต์ที่ประสบความสำเร็จมักมีความคิดเห็นนับหมื่นข้อความหรือมากกว่านั้น และดึงดูดยอดรับชมได้หลายล้านครั้ง โดยในการปฏิบัติการครั้งล่าสุดครั้งหนึ่ง ปารีส ฮิลตัน เซเลบริตี้สาวสังคมชื่อดังก็เข้าร่วมด้วย

บ่อยครั้งสมาชิกของ Kindness Mob เข้าไปให้กำลังใจใครสักคน ก่อนจะค้นพบว่าตัวเองชื่นชอบคอนเทนต์ของคน ๆ นั้น และติดตามต่อไปในระยะยาว

สิ่งนี้ได้เปลี่ยนชีวิตของคนไปแล้วหลายคน

เรนี เพนนิก คุณย่าจากรัฐโอไฮโอของสหรัฐฯ เล่าว่า สมาชิกของ Kindness Mob เข้ามาแสดงความคิดเห็นให้กำลังใจในช่วงที่เธอกำลังเฝ้าสามีอยู่ข้างเตียงคนไข้ในโรงพยาบาล

เธอบอกว่ากำลังใจเหล่านั้นช่วยให้เธอผ่านช่วงเวลาวิกฤตไปได้ และยังทำให้เกิดชุมชนผู้ติดตามเวียนเข้ามาชมวิดีโอของเธอด้วย

ส่วนน็อกเทิร์น นักดนตรีจากตอนเหนือของรัฐนิวยอร์ก กล่าวว่า Kindness Mob ช่วยให้เธอมีแฟนเพลงเพิ่มขึ้นจำนวนมาก จนเธอกำลังจะได้ออกทัวร์คอนเสิร์ต

หลังจากบริกลีย์ส่ง "กองทัพแห่งความเมตตา" ไปยังบัญชีของติเกเลโร เธอมีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นมากจนติ๊กตอกเริ่มจ่ายเงินให้เธอ

ติเกเลโรบอกว่า เธอมีรายได้มากพอที่จะซื้อรถคันใหม่ที่ครอบครัวจำเป็นต้องใช้มานาน

"ฉันใฝ่ฝันมาตลอดว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น และไทเลอร์ก็เป็นคนที่มอบโอกาสนั้นให้ฉัน" ติเกเลโรกล่าว

"ฉันเป็นหนี้บุญคุณเขาทั้งหมด แต่ฉันรู้ว่าเขาคงไม่เห็นด้วยกับคำพูดนั้น"

ขณะเดียวกันบริกลีย์พยายามไม่ให้ผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือรู้ว่ากำลังตกเป็นเป้าหมายของ Kindness Mob

"พวกเราไม่ใช่พระเอกของเรื่อง" เขากล่าว

"สิ่งสำคัญคือการขจัดเสียงรบกวน ปัดความคิดเห็นที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังออกไป เพื่อให้คอนเทนต์ของคน ๆ นั้นได้เปล่งประกายด้วยตัวเอง"

พลังฮีลใจที่ส่งต่อกันได้

หลายคนมองว่าโลกออนไลน์เป็นเพียงภาพสะท้อนของความโหดร้ายในธรรมชาติของมนุษย์

แต่ ศ.คริสตาคิสเห็นว่านั่นเป็นการเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นบนสื่อสังคมออนไลน์

"มนุษย์มีทั้งด้านที่พร้อมจะหลอกลวง แบ่งพวก และทำร้ายผู้อื่น" เขากล่าว "แต่เราก็มีด้านที่พร้อมจะรัก สร้างมิตรภาพ แสดงความเมตตา และส่งต่อความรู้ให้กันเช่นกัน"

ศ.คริสตาคิสเสนอความคิดหนึ่งไว้ในหนังสือ Blueprint: The Evolutionary Origins of a Good Society ซึ่งอาจแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "พิมพ์เขียว: รากฐานทางวิวัฒนาการของสังคมที่ดี"

ข้อเสนอของเขาระบุว่าคุณลักษณะด้านดีเหล่านี้ต้องมีมากกว่าด้านลบในธรรมชาติของมนุษย์ มิฉะนั้นมนุษย์คงเลือกใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว แทนที่จะอยู่ร่วมกันเป็นสังคมที่ต้องพบปะและพึ่งพากันอยู่ตลอดเวลา

เขากล่าวว่าโซเชียลมีเดียได้บิดเบือนคุณลักษณะดั้งเดิมที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ ทั้งความเป็นมิตรและความร่วมมือ ผ่านการเปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้งานไม่ต้องเปิดเผยตัวตน และผ่านอัลกอริทึมที่มักผลักดันเนื้อหาซึ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้งและการทะเลาะเบาะแว้ง เพื่อดึงดูดความสนใจและทำให้ผู้คนใช้เวลาอยู่หน้าจอนานขึ้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศ.คริสตาคิสมองว่า สิ่งที่ Kindness Mob กำลังทำคือการหลีกเลี่ยงอิทธิพลด้านลบของโซเชียลมีเดีย และกระตุ้นให้เกิดปฏิสัมพันธ์ที่เป็นมิตรในแบบที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติของมนุษย์มากกว่า

ท้ายที่สุดแล้วคนส่วนใหญ่คงไม่เดินเข้าไปในบ้านของคนแปลกหน้าเพื่อวิจารณ์รูปลักษณ์ของเจ้าของบ้านอย่างเสีย ๆ หาย ๆ เหมือนที่เกิดขึ้นเป็นประจำในช่องแสดงความคิดเห็นใต้คลิปวิดีโอบนโลกออนไลน์

แนวทางดังกล่าวอาจส่งผลดีต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ด้วย

"เราได้พิสูจน์ผ่านการทดลองแล้วว่าความโอบอ้อมอารีย์สามารถแพร่กระจายต่อ ๆ กันได้" ศ.คริสตาคิสกล่าวถึงงานวิจัยของตน

"คุณแสดงความเมตตาต่อซูซี ซูซีก็แสดงความเมตตาต่อเบ็ตตี และเบ็ตตีก็แสดงความเมตตาต่อทอมมี ดังนั้น วิธีที่เบ็ตตีปฏิบัติต่อทอมมีจึงได้รับอิทธิพลจากวิธีที่คุณปฏิบัติต่อซูซี แม้ว่าคุณและผมจะไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับเบ็ตตีหรือทอมมีเลยก็ตาม"

ท่ามกลางโลกออนไลน์ที่หลายคนมองว่าเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ศ.คริสตาคิสเชื่อว่า Kindness Mob ได้ค้นพบแนวทางแก้ปัญหาที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ

งานวิจัยชี้ว่าเมื่อผู้คนเลิกตอบโต้ผู้ก่อกวนบนโลกออนไลน์ และหันมาเชื่อมโยงหรือสนับสนุนกันและกันแทน ผู้ก่อกวนเหล่านั้นอาจเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองได้เช่นกัน

แต่เบื้องหลังคลื่นพลังใจที่ถาโถมเข้าสู่โลกออนไลน์นั้น ก็ยังต้องมีคนคอยจัดการทุกอย่างอยู่ดี

เมื่อการช่วยเหลือผู้อื่นกลายเป็นภาระทางใจ

ในเดือน ก.ย. 2025 จำนวนผู้ติดตามของบริกลีย์พุ่งจาก 30,000 คนเป็น 200,000 คนในเวลาอันรวดเร็ว

"มันน่าตื่นเต้นมาก" เขากล่าว แต่ยอมรับว่าความสำเร็จดังกล่าวก็มาพร้อมกับภาระ

"วันหนึ่งผมนั่งจ้องโทรศัพท์ แล้วก็คิดขึ้นมาว่าผมทำแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว"

โครงการนี้ไม่ได้สร้างรายได้มากนัก แม้ติ๊กตอกจะจ่ายเงินให้บัญชีที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก แต่บริกลีย์บอกว่าในเดือน ส.ค. เขามีรายได้เพียง 39 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,300 บาท)

สิ่งที่ผลักดันให้เขาเดินหน้าต่อจึงไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นความรู้สึกรับผิดชอบส่วนตัว

ทุกวัน ผู้ติดตามจะเสนอชื่อผู้คนผ่านแบบฟอร์มบนเว็บไซต์ของ Kindness Mob ตั้งแต่ 20-100 คน เพื่อให้พิจารณาเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการในวันถัดไป

อย่างไรก็ตาม ความสนใจของผู้ชมมีอยู่อย่างจำกัด และบริกลีย์เลือกโพสต์เพียงวันละหนึ่งปฏิบัติการเท่านั้น

"นั่นหมายความว่าทุกวันจะมีคนราว 20 คนมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าผม" บริกลีย์กล่าว โดยคนเหล่านั้นล้วนกำลังเผชิญกับการถูกทำร้ายด้วยคำพูดหรือการกลั่นแกล้งอย่างจงใจ

"และผมต้องปฏิเสธ 19 คน จากนั้นวันถัดไปก็จะมีอีก 20 คนเข้ามา"

ท้ายที่สุด ภาระดังกล่าวหนักหน่วงจนเขาต้องพักจากโครงการนี้ไปหลายเดือน

เพื่อรับมือกับความกดดันทางอารมณ์ บริกลีย์บอกว่าเขาต้องปรับมุมมองที่มีต่อโครงการนี้ใหม่ เขาไม่สามารถช่วยเหลือทุกคนที่ต้องการความช่วยเหลือได้โดยตรง แต่ Kindness Mob สามารถเลือกหนึ่งคนในแต่ละวัน เพื่อใช้เป็นตัวอย่างให้ผู้คนได้เรียนรู้

นอกจากนี้เขายังชวนอาสาสมัครบางส่วนมาช่วยแบ่งเบางานด้านการประสานงานและการจัดการต่าง ๆ

"ฉันทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการศึกษาวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตเป็นเวลากว่าสองทศวรรษ และโครงการลักษณะนี้มักมีอายุอยู่ได้ไม่นาน" อลิซ มาร์วิก ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของสถาบันวิจัยข้อมูลและสังคม (Data and Society Research Institute) กล่าว

"โดยปกติแล้วคนที่อยู่เบื้องหลังจะหมดไฟภายในหนึ่งหรือสองปี แล้วโครงการก็จะค่อย ๆ หายไป"

มาร์วิกกล่าวว่า แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีความรับผิดชอบอย่างมากต่อพฤติกรรมของผู้ใช้งาน แต่ก็ไม่อาจโยนความผิดให้อัลกอริทึมเพียงอย่างเดียวได้

"สิ่งที่เราต้องการคือการเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานทางสังคมครั้งใหญ่ ว่าเราควรปฏิบัติต่อผู้อื่นบนโลกออนไลน์อย่างไร" เธอกล่าว

"ฉันชอบแนวคิดการขยายพื้นที่ให้กับพฤติกรรมที่เอื้อต่อสังคมบนโลกออนไลน์ ส่วนมันจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยเพียงใดนั้น คงต้องรอดูกันต่อไป"

เมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว บริกลีย์เข้ารับการผ่าตัดหลัง

"พอผมฟื้นขึ้นมา ภรรยาก็มีท่าทีแปลก ๆ เหมือนกำลังปิดบังอะไรบางอย่าง สุดท้ายเธอก็บอกว่า 'ลองดูโทรศัพท์สิ'" เขาเล่า

ก่อนหน้านั้นภรรยาของเขาเพิ่งออกจากห้องพักในโรงพยาบาลเพื่อโพสต์คลิปบนติ๊กตอกและครั้งนี้ คนที่กำลังตกเป็นเป้าของ Kindness Mob กลับเป็นบริกลีย์เอง

"มีความคิดเห็นเข้ามาประมาณ 1,000 ข้อความ ผมนั่งอ่านไปเรื่อย ๆ แล้วก็ร้องไห้ไม่หยุด" เขากล่าว

"ตอนนั้นผมตระหนักว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องจริง มันช่วยผู้คนได้จริง ๆ หลายอย่างกระจ่างขึ้นในหัวของผมในช่วงเวลานั้น"

เขาบอกว่าได้กลับไปอ่านความคิดเห็นเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในยามที่ต้องการกำลังใจ

"มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นภารกิจหนึ่งที่บอกว่าต้องทำ" บริกลีย์กล่าว

"Kindness Mob เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น แต่การเริ่มต้นจากการเผื่อแผ่ความใจดีมีเมตตาที่ทำให้ได้กับทุกคนและในทุกเวลาก็ดูจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเสมอ"