ย้อนเหตุ บุ้ง ทะลุวัง เสียชีวิตในเรือนจำ ก่อนศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งคดีไต่สวนการตายพรุ่งนี้ (15 ก.ค.)

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    • Author, วศินี พบูประภาพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 8 นาที

พรุ่งนี้ (15 ก.ค.) ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดฟังคำสั่งไต่สวนการตายของ น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ "บุ้ง" นักกิจกรรมกลุ่มทะลุวัง ที่เสียชีวิตด้วยวัย 28 ปีระหว่างถูกคุมขังในคดีทางการเมืองเมื่อเดือน พ.ค. 2567 หลังจากอดอาหารและน้ำประท้วงระหว่างการถูกคุมขัง

เนติพรเสียชีวิตที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นการเสียชีวิตขณะถูกคุมขังหลังจากศาลอาญามีคำสั่งถอนประกันในคดีอาญามาตรา 112 หมิ่นประมาทกษัตริย์ ราชินี รัชทายาท กรณีทำโพลเรื่องขบวนเสด็จ โดยเธอถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค. 2567 จนกระทั่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567

ก่อนเสียชีวิต เนติพรร่วมเคลื่อนไหวกลุ่มกิจกรรมการเมืองหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มที่ใช้ชื่อว่า นักเรียนเลว และกลุ่มที่ใช้ชื่อ ไพร่ปากแจ๋ว ก่อนเป็นที่รู้จักในชื่อ "บุ้ง ทะลุวัง" ระหว่างทำกิจกรรมกับกลุ่มดังกล่าวซึ่งเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์และกระบวนการยุติธรรม

เนติพรยังเป็นผู้ดูแล "หยก" หรือ ธนลภย์ ผลัญชัย เยาวชนสมาชิกกลุ่มเดียวกัน และร่วมทำโพลสำรวจความคิดเห็นเรื่องขบวนเสด็จเมื่อปี 2565 จนนำไปสู่การดำเนินคดีในเวลาต่อมา

หลังการเสียชีวิตของนักกิจกรรมรายนี้ กรมราชทัณฑ์ได้จัดการแถลงข่าวทันที ทว่าครอบครัวและบุคคลใกล้ชิดยังคงรอคำตอบในหลายข้อกังขาที่หน่วยงานราชทัณฑ์มีต่อมาตรฐานการรักษาพยาบาลของกรมราชทัณฑ์และกระบวนการยุติธรรม

บีบีซีไทยย้อนดูเหตุการณ์ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการถูกคุมขัง การอดอาหารและน้ำประท้วงที่ยาวนานกว่า 100 วัน คำชี้แจงจากกรมราชทัณฑ์ รายละเอียดทางการแพทย์ที่ทนายตั้งข้อสังเกต ไปจนถึงบทสรุปในชั้นศาลของคดีทำโพลขบวนเสด็จซึ่งเป็นคดีที่เนติพรถูกถอนประกัน และประท้วงอดอาหารและน้ำ ก่อนนำมาสู่การเสียชีวิต

บุ้ง ทะลุวัง กับคดีทางการเมืองก่อนเสียชีวิต

เนติพร เป็นนักกิจกรรมทางการเมืองและแกนนำกลุ่มทะลุวัง ซึ่งออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์และกระบวนการยุติธรรม ในช่วงหลังปี 2563

แม้เติบโตมาในครอบครัวสายตุลาการ โดยมีบิดาเป็นผู้พิพากษาและพี่สาวเป็นทนายความ อีกทั้งครอบครัวยังมีแนวคิดทางการเมืองที่สอดคล้องกับกลุ่มสนับสนุนกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ในช่วงปี 2557 แต่ชญาภัส เสน่ห์สังคม พี่สาวของเธอเคยให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยว่า เนติพรเกิดจุดเปลี่ยนทางความคิดหลังรับรู้ข้อมูลเหตุการณ์การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553

ต่อมาระหว่างที่มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชน ประชาชนที่ใช้ชื่อว่า "ราษฎร" ในช่วงปี 2563-2565 เนติพรได้เริ่มเคลื่อนไหวกับกลุ่มนักเรียนเลว และต่อมาเข้าร่วมกลุ่มทะลุวัง

นอกจากนี้เธอยังเป็นผู้ดูแล เด็กหญิง ธนลภย์ ผลัญชัย วัย 14 ปี (ณ ช่วงปี 2566) ที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 โดยเคยลงชื่อเป็นผู้ปกครองในการมอบตัวเข้าเรียน แม้ต่อมาอดีตสมาชิกกลุ่มทะลุวังคนหนึ่ง กล่าวหาเนติพรว่า ดูแลธนลภย์เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ธนลภย์ยืนยันว่าได้รับการดูแลจากเนติพรเป็นอย่างดี

บุ้ง

ที่มาของภาพ, ครอบครัวเสน่ห์สังคม

คำบรรยายภาพ, บุ้งเคยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการนักเรียนในระหว่างศึกษาที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า

เหตุการณ์ที่ทำให้เนติพร ถูกควบคุมตัวในเรือนจำก่อนเสียชีวิตเกิดขึ้นจากการร่วมจัดทำโพลสำรวจความคิดเห็นเรื่องขบวนเสด็จ ณ ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565 ทำให้เธอถูกดำเนินคดีในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 ในเวลาต่อมา

หลังจากเนติพรตกเป็นจำเลยในคดีดังกล่าว เธอยังคงเดินหน้าทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เรียกร้องสิทธิด้านยุติธรรมต่อนักโทษการเมือง โดยในวันที่ 19 ต.ค. 2566 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เนติพร ได้ไปให้กำลังใจหนึ่งในนักกิจกรรมที่ถูกตัดสินจำคุกในคดีมาตรา 112 ในวันนั้นเนติพรได้มีเหตุพิพาทกับตำรวจศาลจนเธอถูกกล่าวหาในข้อหาละเมิดอำนาจศาลอีกหนึ่งคดี

ตามรายงานของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่บันทึกการไต่สวนคดีละเมิดอำนาจศาล วันที่ 22 ม.ค. 2567 เนติพรให้การว่าเหตุปะทะกับตำรวจศาลเกิดขึ้นระหว่างที่เธอกับ ธนลภย์ พยายามสื่อสารกับสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ถูกศาลตัดสินให้มีความผิดตามมาตรา 112 และถูกคุมตัวภายในศาล

ต่อมาวันที่ 26 ม.ค. 2567 ศาลอาญากรุงเทพใต้สั่งจำคุกเนติพร 1 เดือนในคดีละเมิดอำนาจศาล และเพิกถอนประกันตัวในคดีมาตรา 112 จากการทำโพลขบวนเสด็จที่เธอตกเป็นผู้ต้องหาก่อนหน้านั้น

หลังจากถูกส่งตัวเข้าเรือนจำเพียงหนึ่งวัน ในวันที่ 27 ม.ค. 2567 เนติพรได้ประกาศอดอาหารและน้ำประท้วง โดยมีข้อเรียกร้องหลักคือ ขอให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และขอให้มีการให้สิทธิประกันตัวแก่ผู้ต้องหาคดีการเมือง

การอดอาหารของเนติพรดำเนินไปเป็นระยะเวลาหลายเดือนระหว่างการคุมขัง อาการป่วยจากการอดอาหารทำให้เนติพรต้องถูกส่งตัวย้ายสลับไปมาระหว่างสถานพยาบาลหลายแห่ง

บีบีซีไทยรายงานในขณะนั้นโดยอ้างรายงานของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า เนติพร ถูกย้ายตัวระหว่างทัณฑสถานหญิงกลาง ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติหลายครั้ง โดยการส่งตัวครั้งสุดท้ายก่อนวันเสียชีวิตคือการส่งตัวในวันที่ 4 เม.ย. 2567 เป็นการย้ายจากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติกลับไปอยู่ในการดูแลของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์

ก่อนหน้านี้ในช่วงเดือน ก.พ. 2567 เนติพรได้ลงนามแสดงเจตจำนงปฏิเสธการรักษาเพื่อยื้อชีวิตในวาระสุดท้ายโดยไม่จำเป็น และทำหนังสือบริจาคร่างกายให้แก่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ด้วย ตามการเปิดเผยของกลุ่มทะลุวัง

ข้อกังขาทางการแพทย์และคำชี้แจงจากกรมราชทัณฑ์

ตามเอกสารข่าวกรณีการเสียชีวิตของเนติพรของกรมราชทัณฑ์ ระบุว่า ในเช้าวันที่ 14 พ.ค. 2567 เนติพรมีอาการเกิดภาวะวูบและหมดสติ แถลงการณ์ของกรมราชทัณฑ์ระบุว่าได้ทำการกู้ชีพและประสานส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติทันที จนกระทั่งแพทย์ได้ยืนยันการเสียชีวิตอย่างสงบในเวลา 11.22 น.

ต่อมาในวันที่ 15 พ.ค. 2567 กรมราชทัณฑ์ได้เปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ นำโดย นพ.สมภพ สังคุตแก้ว หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ (ตำแหน่งในขณะนั้น), นางอาจารี ศรีสุนาครัว ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลางในขณะนั้น และ นพ.พงศ์ภัค อารียาภินันท์ ผู้อำนวยการทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เพื่อชี้แจงลำดับเหตุการณ์

นพ.สมภพ ชี้แจงว่า หลังถูกส่งตัวกลับจากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ในเดือน เม.ย. 2567 เนติพร มีอาการโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ปกติ สามารถรับประทานอาหารและน้ำได้ สัญญาณชีพปกติ และไม่พบภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ กระทั่งช่วงเช้าวันเกิดเหตุเธอหมดสติลงอย่างกะทันหันระหว่างพูดคุยกับผู้ต้องขังรายอื่น ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะทำการกู้ชีพและส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ

ขณะเดียวกัน นพ.สมภพยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า เนติพรปฏิเสธการรับประทานเกลือแร่และวิตามินบำรุงเลือดที่แพทย์จัดให้ แม้ผลตรวจเลือดจะพบภาวะโลหิตจางก็ตาม

ด้าน นพ.พงศ์ภัค ผู้อำนวยการทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ป่วยไม่เคยมีประวัติหมดสติหรือแสดงอาการผิดปกติของสัญญาณชีพแต่อย่างใด

บุ้ง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, กรมราชทัณฑ์ตั้งโต๊ะแถลงกรณีการเสียชีวิตของ บุ้ง ทะลุวัง เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2567

อย่างไรก็ดี นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ตั้งคำถามถึงรายละเอียดกระบวนการการรักษาเนติพรก่อนเสียชีวิตอย่างน้อย 2 ประการ ได้แก่ การใส่ท่อช่วยหายใจ และการวินิจฉัยอาการซึ่งส่งผลต่อการกู้ชีพ

ในประเด็นการใส่ท่อช่วยหายใจ นายกฤษฎางค์ได้แถลงต่อสื่อมวลชนที่งานพิธีสวดอภิธรรมของเนติพร ซึ่งจัดขึ้นที่ศาลา 7 วัดสุทธาโภชน์ เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ ในวันที่ 18 พ.ค. 2567 เขากล่าวอ้างอิงข้อมูลจากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ว่า เมื่อเนติพรถูกส่งตัวมาถึง แพทย์พบว่ามีการใส่ท่อช่วยหายใจผิดตำแหน่ง โดยท่อถูกสอดเข้าไปในหลอดอาหารแทนที่จะเป็นหลอดลม ส่งผลให้อากาศถูกส่งเข้าไปในกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้ท้องบวม และเครื่องวัดมีค่าลมหายใจเป็นศูนย์เมื่อมาถึงมือแพทย์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ

ต่อมานายกฤษฎางค์ แถลงข่าวอีกครั้งที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ในวันที่ 21 พ.ค. 2567 ว่า เวชระเบียนของโรงพยาบาลราชทัณฑ์มีการบันทึกเวลาเริ่มกู้ชีพไม่ตรงกัน และมีการระบุว่าผู้ป่วยถูกส่งไปทำซีทีสแกน (การตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์) ระหว่างการกู้ชีพ

นอกจากนี้ ทนายกฤษฎางค์ยังมีคำถามเกี่ยวกับการวินิจฉัยและการรักษาภาวะ Refeeding Syndrome (ภาวะผิดปกติของสมดุลอิเล็กโทรไลต์และสารน้ำในผู้ป่วยที่มีภาวะทุพโภชนาการหรือผู้ที่อดอาหารเป็นระยะเวลานาน) ที่ปรากฏในเอกสารสรุปการรักษาของผู้ป่วยด้วย

"ต้องการทราบว่า โรงพยาบาลราชทัณฑ์วินิจฉัยโรค Refeeding Syndrome ตั้งแต่เมื่อใด มีการรักษาและแก้ไขอย่างไรบ้างจนถึงวันก่อนเสียชีวิต เนื่องจากเป็นภาวะที่มีความรุนแรงและควรต้องดูแลอย่างใกล้ชิด" คำแถลงของนายกฤษฎางค์ ระบุ

เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว ทนายกฤษฎางค์ระบุว่า ได้พยายามขอไฟล์ภาพจากกล้องวงจรปิดของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในวันเกิดเหตุเพื่อตรวจสอบกระบวนการกู้ชีพ แต่ถูกปฏิเสธโดยกรมราชทัณฑ์อ้างเหตุผลด้านความมั่นคง การคุ้มครองสิทธิของเจ้าหน้าที่ และเพื่อป้องกันไม่ให้ภาพหลุดรอดไปสู่สื่อมวลชนซึ่งอาจกระทบต่อผู้เสียชีวิต

ด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.กระทรวงยุติธรรม ในขณะนั้น ยืนยันต่อสื่อมวลชนว่าราชทัณฑ์ยินดีให้บิดามารดาหรือทนายความ "เข้าไปดู" ภาพจากกล้องวงจรปิดได้ แต่ไม่สามารถ "ให้ไฟล์ภาพ" ออกมาได้เนื่องจากข้อกังวลด้านกฎหมายและสิทธิของผู้ป่วย

กระบวนการไต่สวนการตาย

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ระบุว่า ในกรณีที่มีการเสียชีวิตระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน พนักงานอัยการมีหน้าที่ทำคำร้องขอต่อศาลให้ทำการไต่สวนการตาย เพื่อแสดงว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และเหตุพฤติการณ์ที่ตายคืออะไร

สำหรับกรณีของเนติพร พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรีได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ดำเนินการตามกระบวนการดังกล่าวในวันที่ 4 พ.ย. 2567

ในกระบวนการนี้ศูนย์ทนายความฯ ยังระบุว่า การทำสำนวนชันสูตรพลิกศพในคดีนี้ถูกโอนย้ายไปอยู่ในอำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรคลองหลวง แทนที่จะเป็นพื้นที่รับผิดชอบเดิมของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์

อย่างไรก็ดี ศาลจังหวัดธัญบุรีได้นัดหมายไต่สวนการตายนัดแรกเมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2568 แต่ศาลได้อนุญาตให้เลื่อนการไต่สวนออกไปตามที่ทนายความของญาติผู้ตายยื่นคำร้อง

ศูนย์ทนายฯ ระบุในตอนนั้นว่า ญาติผู้เสียชีวิตขอเลื่อนการไต่สวนเพื่อให้ทนายความตรวจสอบพยานเอกสารอย่างละเอียด เนื่องจากในขณะนั้นพนักงานอัยการยังไม่ได้ส่งเอกสารตามบัญชีพยานที่ยื่นต่อศาลครบถ้วน พร้อมกันนี้ยังขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกภาพจากกล้องวงจรปิดในวันเกิดเหตุมาประกอบการพิจารณาด้วย

บุ้งกับหยก

ที่มาของภาพ, Thai NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, บุ้ง เนติพร และ หยก ธนลภย์ ผลัญชัย ขณะนั่งประท้วงหน้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ

ในวันที่มีการเลื่อนนัดหมายดังกล่าว กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "เพื่อนบุ้ง" ได้จัดกิจกรรม "คาราวานเพื่อนบุ้ง…มุ่งสู่บัลลังก์ศาล" โดยเคลื่อนขบวนจากศาลอาญากรุงเทพใต้ไปยังศาลจังหวัดธัญบุรี เพื่อยื่นหนังสือถึง 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ นายกรัฐมนตรี แพทยสภา และกระทรวงยุติธรรม เพื่อเรียกร้องให้ร่วมจับตาดูการไต่สวนคดีการเสียชีวิตของเนติพรอย่างใกล้ชิด

การไต่สวนการตายของเนติพรเสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2569 และศาลจังหวัดธัญบุรีมีนัดหมายฟังคำสั่งไต่สวนการตายวันที่ 15 ก.ค. 2569

บทสรุปคดี ม.112 ทำโพลขบวนเสด็จ ศาลยกฟ้อง 7 จำเลย

ในคดีทำโพลสำรวจความคิดเห็นในหัวข้อ "คุณคิดว่าขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนรำคาญหรือไม่" ที่บริเวณห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565 ซึ่งคดีที่เนติพรถูกถอนประกันตัว จนนำมาสู่การคุมขังและเสียชีวิต ด้มีคำพิพากษาจากศาลอาญากรุงเทพใต้แล้ว เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ที่ผ่านมา

ภายหลังการเสียชีวิตของเนติพร ศาลได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีในส่วนของเธอออกไปเนื่องจากจำเลยถึงแก่ความตาย ทำให้คงเหลือจำเลยเข้าฟังคำพิพากษารวม 7 คน

จดหมายข่าวของศูนย์ทนายฯ ระบุว่าศาลอาญากรุงเทพใต้ได้มีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 7 คนในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 โดยพิเคราะห์เห็นว่า การจัดทำแบบสอบถามและโพลสำรวจดังกล่าว ไม่ได้มีการระบุชื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ และไม่มีการระบุพระนาม จึงถือเป็นการแสดงความคิดเห็นติชมโดยสุจริตภายใต้กรอบที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้

ทำโพล

ที่มาของภาพ, ทะลุวัง

อย่างไรก็ตาม ศาลได้มีคำสั่งลงโทษปรับจำเลยทั้ง 7 คน คนละ 5,000 บาท ในความผิดฐานร่วมกันขัดคำสั่งเจ้าพนักงานจากการจัดการชุมนุมในรัศมี 150 เมตรใกล้เขตพระราชฐาน และสั่งจำคุกจำเลยที่ 4 เป็นเวลา 4 เดือนโดยไม่รอลงอาญาในข้อหาร่วมกันขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน

ขณะที่ข้อหาพฤติการณ์ข้อหาขัดขวางและดูหมิ่นเจ้าพนักงานนั้น ศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยในการโต้ตอบและถามหาความรับผิดชอบเป็นการปกป้องสิทธิของผู้อื่น จึงไม่มีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน