เหตุใดนอร์เวย์ถูกมองเป็นชาติที่ย้อนแย้ง ในประเทศเน้นพลังงานสีเขียว แต่ทำเงินมหาศาลจากส่งออกน้ำมัน

A charging box for electric cars is pictured at a Moller Bil Volkswagen car dealership outside the Norwegian capital of Oslo

ที่มาของภาพ, Jonathan Nackstrand/AFP via Getty Images

    • Author, กิเยร์โม ดี. โอลโม
    • Role, บีบีซีมุนโด (แผนกภาษาสเปน)
  • Published
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

นอร์เวย์ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในโลก โดยพลังงานไฟฟ้าเกือบทั้งหมดของประเทศผลิตมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน

ตามเมืองต่าง ๆ ในนอร์เวย์จะพบว่ามีจักรยานร่วมใช้ท้องถนนอย่างเงียบ ๆ ไปพร้อมกับคนเดินเท้า ขณะเดียวกัน รถยนต์ออกใหม่ที่วิ่งตามถนนทุก ๆ 9 คันยังรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าอีกด้วย

นอร์เวย์ยังเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่นำภาษีคาร์บอนมาใช้เมื่อ 35 ปีที่แล้ว ภาษีชนิดนี้เป็นการเรียกเก็บเงินจากบริษัทต่าง ๆ ต่อปริมาณก๊าซเรือนกระจกทุก ๆ หนึ่งตันที่พวกเขาปล่อยออกมา

ถึงกระนั้น นอร์เวย์กลับเพิ่มกำลังการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ก่อมลพิษอย่างก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเช่นกัน แต่ไม่ใช่เพื่อนำมาใช้ภายในประเทศ แต่เป็นการส่งออกในขนาดใหญ่ซึ่งทำเงินเข้าประเทศได้อย่างมหาศาล

อันที่จริงแล้วอนาคตของนอร์เวย์กลับผูกติดอย่างแยกไม่ออกกับการใช้เชื้อเพลิงประเภทเดียวกันกับที่พยายามรณรงค์ให้ลดการใช้ภายในประเทศ

ความย้อนแย้งระหว่างการลดการปล่อยคาร์บอนภายในประเทศ กับบทบาทการเป็นผู้ส่งออกเชื้อเพลิงฟอสซิลรายใหญ่ของโลกนี้ ถูกเรียกว่า ความย้อนแย้งของนอร์เวย์ (Norwegian paradox) ซึ่งเป็นประเด็นที่เกิดการถกเถียงอย่างเข้มข้นในทางการเมืองและสังคมมานานหลายปี

แล้วสงครามในตะวันออกกลาง พร้อมกับการพุ่งสูงขึ้นของราคาพลังงานทั่วโลกอันเนื่องมาจากการปิดกั้นเส้นทางยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลอย่างไรต่อคลังเงินของนอร์เวย์ และเรื่องนี้จุดกระแสการถกเถียงที่น่าอึดอัดใจที่สุดเรื่องหนึ่งของประเทศนี้ให้กลับมาอีกครั้งหรือไม่

เชื้อเพลิงฟอสซิลมีความหมายอย่างไรต่อนอร์เวย์

นอร์เวย์เป็นหนึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วมากที่สุดในโลกตามดัชนีการพัฒนามนุษย์ขององค์การสหประชาชาติ และภาคพลังงานคือแหล่งความมั่งคั่งหลักที่ขับเคลื่อนการพัฒนาของประเทศนี้

การส่งออกจากภาคพลังงานคิดเป็นประมาณ 60% ของสินค้าทั้งหมดที่นอร์เวย์ขายไปต่างประเทศ และมีสัดส่วนมากกว่า 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพี (GDP)

รัฐบาลของนอร์เวย์ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในกลุ่มบริษัทอิควินอร์ (Equinor) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินงานหลักบนไหล่ทวีปของนอร์เวย์ และนำผลกำไรส่วนใหญ่เข้าสู่กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ

ภายในสิ้นปี 2025 กองทุนดังกล่าวมีสินทรัพย์ประมาณ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 62 ล้านล้านบาท) โดยหากนำมาหารเฉลี่ยตามสัดส่วนประชากรนอร์เวย์แล้วก็เทียบเท่าประมาณ 350,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 11.4 ล้านบาท) ต่อประชาชนชาวนอร์เวย์หนึ่งคน

เงินมหาศาลที่เพิ่มขึ้นของกองทุนนี้ยังช่วยค้ำจุนระบบบำนาญที่ให้สิทธิประโยชน์แก่ประชาชนนอร์เวย์และรัฐสวัสดิการของประเทศอีกด้วย

An oil platform on a body of water with a landscape of green hills in the background.

ที่มาของภาพ, Kristian Helgesen/ Getty

คำบรรยายภาพ, ก๊าซและน้ำมันมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองของนอร์เวย์

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่สงครามเกิดขึ้นในตะวันออกกลางหลังจากอิหร่านถูกสหรัฐฯ และอิสราเอล โจมตี ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเงินสำรองของกองทุนนี้ย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่จริงแล้วตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้ง รัฐบาลนอร์เวย์มีแนวโน้มน่าจะได้มูลค่าของกองทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์นอร์เวย์ก็กำลังปรับตัวสูงขึ้นด้วย ซึ่งมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากบริษัทด้านพลังงานในประเทศที่ครองตลาดเป็นส่วนใหญ่

ในเวลาเดียวกันรัฐบาลพรรคแรงงานของนอร์เวย์ก็ต้องการขจัดภาพลักษณ์ที่ว่า นอร์เวย์ซึ่งเป็นประเทศที่แจกรางวัลโนเบลสันติภาพกลับได้ประโยชน์ทางการเงินจากสงครามเสียเอง เจนส์ สโตลเทนเบิร์ก รัฐมนตรีคลังของนอร์เวย์และอดีตเลขาธิการองค์การนาโต้ เรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็น "ความย้อนแย้งในตัวเอง" โดยชี้ว่า นอร์เวย์ได้รับประโยชน์จากสันติภาพมากกว่า

"มันไม่ชัดเจนว่าราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจะเป็นประโยชน์กับเรา" เขากล่าวกับหนังสือพิมพ์เอล ปาอิส (El Pais)

"ปัจจุบันนอร์เวย์มีความเชื่อมโยงและพึ่งพาตลาดการเงินระหว่างประเทศอย่างมากผ่านกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงนั้นส่งผลกระทบกับเรา มากกว่าที่การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบจะช่วยเราได้"

นิโคไล แทนเจน ผู้อำนวยการกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์สด้วยว่า ผลประโยชน์ใด ๆ ที่กองทุนได้รับจากรายได้ด้านน้ำมันที่สูงขึ้นจากสงครามอิหร่านมีน้อยกว่าผลกระทบจากราคาหุ้นในต่างประเทศที่ลดลง และการแข็งค่าของสกุลเงินโครนนอร์เวย์

แต่ถึงเช่นนั้น ซิซีลี ลานกุม เบคเกอร์ คอลัมนิสต์ของสถานีวิทยุและโทรทัศน์เอ็นอาร์เค (NRK) ก็ตั้งข้อสังเกตว่า "ความจริงที่รุนแรงก็คือเมื่อโลกกำลังลุกเป็นไฟ เงินก็ไหลเข้าสู่งบประมาณภาครัฐของเรา"

พลวัตเช่นนี้เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อปี 2022 ตอนที่การรุกรานยูเครนของรัสเซียได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการส่งออกพลังงานของรัสเซียไปยังยุโรป นับแต่นั้นเป็นต้นมานอร์เวย์ก็กลายเป็นแหล่งอุปทานใหม่ของน้ำมันและก๊าซในยุโรปท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่กำลังดำเนินอยู่

ปัจจุบันนอร์เวย์เป็นผู้จัดหาก๊าซรายใหญ่ที่สุดของยุโรป และเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของยุโรปตะวันตก

"ตอนนี้เราเป็นผู้จัดส่งก๊าซธรรมชาติ 30% และน้ำมันอีก 15% ของปริมาณทั้งหมดที่ยุโรปบริโภค ซึ่งเมื่อคิดรวมกันแล้ว เราส่งออกก๊าซและน้ำมัน 90% ที่ผลิตได้ไปยังยุโรป" ธินา ซอลต์เวดท์ นักวิเคราะห์จากบริษัทด้านการเงินที่ชื่อวา นอร์เดีย กล่าวกับบีบีซีมุนโด

ถอยจากแผนเดิม

A group of young people protest against oil exploitation in Norway. Some are lying on the asphalt, while others sit on chairs holding signs that together spell out the message in English: “end oil now.”

ที่มาของภาพ, Paul S. Amundsen / Getty

คำบรรยายภาพ, ข้อถกเถียงเรื่องการส่งออกเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นประเด็นที่ปรากฏอยู่ในนอร์เวย์มานานหลายปี

อย่างไรก็ตาม การโจมตีในอิหร่านและการขยายตัวของสงครามรวมถึงความไม่มั่นคงในตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบต่อนอร์เวย์ในหลายด้านเช่นกัน

ประเด็นแรก มันได้เปิดประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับความรับผิดชอบทางศีลธรรมในมุมมองระดับกว้างของนอร์เวย์ขึ้นมาอีกครั้ง โดยองค์กรที่มีอิทธิพลอย่าง นอร์วีเจียน เรฟูจี เคาน์ซิล (Norwegian Refugee Council) ได้เรียกร้องให้กันผลกำไรบางส่วนจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติไว้ เพื่อช่วยเหลือพลเรือนในอิหร่านที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม

พวกเขาชี้ว่านอร์เวย์เคยทำเช่นนี้มาแล้วในสงครามของรัสเซียในยูเครน

ส่วนการตอบสนองอย่างเป็นทางการต่อข้อเรียกร้องดังกล่าวคือการออกมาย้ำว่านอร์เวย์เป็นหนึ่งในผู้บริจาคความช่วยเหลือระหว่างประเทศรายใหญ่ที่สุดของโลกมาโดยตลอด และเป็น "ผู้สนับสนุนประเทศที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างมั่นคง" เจนส์ สโตลเทนเบิร์ก กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ส

ประเด็นที่สอง สถานการณ์ที่เลวร้ายลงในตะวันออกกลางได้ทำให้ชื่อเสียงของนอร์เวย์ในฐานะผู้นำระดับโลกด้านพลังงานสีเขียวต้องเผชิญกับการทดสอบอย่างหนัก

ผู้สังเกตการณ์บางรายระบุว่า ภาวะชะงักงันในตะวันออกกลางขณะนี้ดูเหมือนจะทำให้ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีพลังงานสีเขียวล่าช้าลง และยังส่งผลต่อความมุ่งมั่นระยะยาวของรัฐบาลนอร์เวย์ต่อเป้าหมายดังกล่าว

ทรูลส์ กูโลว์เซน ประธานขององค์กรสิ่งแวดล้อม เฟรนด์ส ออฟ เอิร์ธ นอร์เวย์ (Friends of the Earth Norway) กล่าวกับบีบีซีมุนโดว่า "สำหรับนักสิ่งแวดล้อมชาวนอร์เวย์อย่างผม มันชัดเจนว่าสถานการณ์นี้เป็นเรื่องที่น่าละอาย"

กูโลว์เซนกล่าวต่อไปว่า ความคิดกระแสหลักในนอร์เวย์กำลังเปลี่ยนไปโดยตอนนี้เริ่มขยับไปในทิศทางที่ยอมรับว่าสถานการณ์ความไม่มั่นคงของโลกเป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงไฮโดรคาร์บอนมากขึ้น

"มีการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการเปิดพื้นที่ในบริเวณสิ่งแวดล้อมที่มีเปราะบางของน่านน้ำลึกของอาร์กติก ซึ่งพื้นที่นี้ไม่ควรจะถูกนำไปหาประโยชน์ไม่ว่ากรณีใด ๆ" เขากล่าว

จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

A man looks into the distance from a ledge on an offshore platform at sea.

ที่มาของภาพ, Chris Ratcliffe / Getty

คำบรรยายภาพ, รัฐบาลนอร์เวย์ต้องการจะพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันต่อไปและได้อนุมัติใบอนุญาตการสำรวจใหม่ ๆ แล้ว

กลุ่มนักเคลื่อนไหวและกลุ่มรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมเรียกร้องให้รัฐบาลนอร์เวย์ให้คำมั่นและประกาศเงื่อนเวลาที่ชัดเจนของแผนงานลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมน้ำมันของรัฐ

ด้านภาคอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซได้ออกมาปกป้องความสำคัญของตนต่อเศรษฐกิจ และตำแหน่งงานนับแสนที่อุตสาหกรรมนี้อ้างว่าสร้างขึ้น

เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลของนายโยนัส การ์ สเตอเรอ นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ ได้อนุมัติใบอนุญาตสำรวจแหล่งพลังงานฉบับใหม่ทั้งสิ้น 57 ฉบับ

"เราจะยังคงเดินหน้าค้นหาแหล่งน้ำมันเพิ่มเติมเพื่อจัดส่งให้กับยุโรป" สเตอเรอให้คำมั่น โดยเขาให้เหตุผลสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ มากกว่าการกำหนดกรอบเวลาเพื่อค่อย ๆ ยุติอุตสาหกรรมดังกล่าวไป

A person walks past a bicycle stand along a clean street, while several other people cross the road in the background.

ที่มาของภาพ, LightRocket via Getty Images

คำบรรยายภาพ, นอร์เวย์ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในโลก

แม้มีแรงกดดันจากคนรุ่นใหม่ภายในพรรคของเขา แต่นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ ก็ยังแสดงความสนใจเพียงเล็กน้อยในการเริ่มกำหนดแผนการถอนตัว

ในทางกลับกัน รัฐบาลของเขาดูเหมือนจะมุ่งเน้นไปที่ทะเลแบเร็นตส์ (Barents Sea)ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์น้อยที่สุดของประเทศ เพื่อชดเชยการผลิตที่ลดลงในแหล่งผลิตที่เก่าแก่และพัฒนาไปอย่างเต็มที่แล้ว

"เรากำลังพูดถึงงานโดยตรงมากกว่า 200,000 ตำแหน่ง นี่ไม่ใช่เวลาที่จะทำให้ยุโรปขาดแคลนพลังงาน" โฟรเด อัลฟ์ไฮม์ จากสหภาพแรงงานอินดัสทรี เอเนอร์จี (Industri Energi) กล่าวกับบีบีซีมุนโด

ด้านธินา ซอลต์เวดท์ นักวิเคราะห์การเงินเตือนในมุมมองนักการเงินว่า "ผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตระหนักว่าช่วงตะวันตกดินลงที่เส้นขอบฟ้าใกล้เข้ามา ซึ่งเปรียบเปรยถึงช่วงเวลากำลังจะสิ้นสุดลง แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นมักจะเจ็บปวด"

อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ดูเหมือนว่าจะมีการให้ความสำคัญกับการตอบสนองต่อเหตุการณ์วิกฤตและแรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นจากผลกระทบเหล่านั้น มากกว่าการคิดในระยะยาว

รายงานเพิ่มเติมโดย บีบีซี โกลบอล เจอร์นัลลิสม์ (BBC Global Journalism )